NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ในรูปนั้น มายด์นั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะยาว มือซ้ายแตะก้านแก้วไวน์ มือขวาวางอยู่ใต้มือของชายหนุ่มที่นั่งข้างตัว ด้านหลังมีผู้หญิงวัยกลางคนเอียงตัวลงมาจับปลายผมเธอเบา ๆ อย่างคนที่เคยทำแบบนี้มาทั้งชีวิต เพื่อนสองคนหัวเราะอยู่ฝั่งตรงข้าม เทียนบนเค้กลุกครบทุกเล่ม ตรงกลางโต๊ะมีจานเนื้อแกะราดซอสสีม่วง ควันบางลอยขึ้นพอดีในจังหวะที่ทุกคนยิ้ม
อาหารจานนี้อยู่ในรูปที่ถูกกดเซฟรวมกันเกินสี่หมื่นครั้ง
ควันที่ลอยจากจานไม่ได้มาจากความร้อน มันออกมาจากท่อซิลิโคนใต้ขอบจาน ซึ่งต่อกับแป้นเหยียบใต้รองเท้าของพนักงานเสิร์ฟ ชายหนุ่มข้างมายด์ชื่อภีมเฉพาะคืนนี้ ผู้หญิงที่จับปลายผมเธอก็เพิ่งยกมือออกจากไหล่ลูกชายคนอื่นเมื่อยี่สิบนาทีก่อน ส่วนเพื่อนสองคนเพิ่งรู้จักมายด์ตอนเธอเดินเข้าห้องหมายเลขหก
เนื้อแกะในจานเย็นมาตั้งแต่สิบโมงเช้า และจะเย็นอยู่อย่างนั้นจนร้านปิด เพราะไม่มีใครตั้งใจจะกินมัน
ป้ายทองบางเฉียบบนผนังหินสีครีมหน้าร้านเขียนว่า AURA — Fine Dining & Memory Studio
ออร่าเป็นร้านที่จองยากที่สุดในกรุงเทพฯ คิวยาวกว่าสามเดือน เพจท่องเที่ยวเรียกมันว่าสถานที่ที่ต้องไปเยือนสักครั้งก่อนตาย เพจคู่รักบอกว่ามันทำให้ความรักดูแพงขึ้น ส่วนเพจครอบครัวเขียนว่าภาพจากที่นี่ทำให้ทุกบ้านดูอบอุ่นขึ้น
ไม่มีที่ไหนในร้านใช้คำว่าเช่า
พนักงานเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ร่วมโต๊ะ” ส่วนลูกค้าเรียกตามที่ระบุไว้ในใบจอง เรียกว่าแม่ เรียกว่าแฟน เรียกว่าเพื่อนที่รู้ใจ
มายด์มาถึงก่อนเวลานัดสิบห้านาที วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ เธอเพิ่งผ่อนมัดจำงวดสุดท้ายหมดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกไม่ใช่กลิ่นอาหาร แต่เป็นกลิ่นผ้าฝ้ายอบแห้งกับลมเย็นของเครื่องปรับอากาศ
พนักงานต้อนรับยื่นแท็บเล็ตให้ตรวจรายการ
วันเกิดที่ถูกรัก
ผู้ร่วมโต๊ะ: 4 คน
ระดับการสัมผัส: 3
ประโยคส่วนตัว: “ปีนี้เหนื่อยมามากแล้วนะ”
ประโยคต้องห้าม: ซ่อนไว้ 2 รายการ
มายด์กวาดสายตาแล้วกดยืนยัน
ตอนจองครั้งแรก เธอใส่ “พ่อ” ไว้ในรายการด้วย แต่ระบบแจ้งว่าผู้ร่วมโต๊ะชายวัยหกสิบเต็มทุกรอบ เธอมองบรรทัดนั้นอยู่นาน แล้วจึงลบออก จากนั้นลดจำนวนเพื่อนลงเพื่อคุมงบ ลังเลอยู่นานก่อนกดเพิ่ม “คนรัก” กลับเข้าไปในหน้าสุดท้าย เพราะรูปวันเกิดที่ไม่มีแฟนอยู่ข้าง ๆ มันโล่งเกินกว่าจะโพสต์ให้ใครดู
พนักงานพาเธอเดินผ่านโถงเตรียมความทรงจำ
ที่นั่นไม่มีความตื่นเต้น มีแต่ความเป็นระเบียบเย็น ๆ ชายวัยห้าสิบยืนจัดเนกไทหน้ากระจก ถามพนักงานเบา ๆ ว่าลูกค้าคืนนี้สูงเท่าไหร่ จะได้กะระยะวางแขนบนไหล่ให้พอดี
อีกมุมหนึ่ง เด็กหญิงสองคนซ้อมวิ่งเข้ากอดผู้หญิงแปลกหน้า พนักงานคอยเตือนให้รอกล้องจับหน้าคนเป็นแม่ก่อนแล้วค่อยวิ่ง เด็กคนหนึ่งถามว่าถ้ากอดแล้วเขาร้องไห้จริงต้องทำยังไง พนักงานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่าให้กอดต่อ แต่อย่ามองกล้อง
ใกล้ประตูห้องหมายเลขสาม ชายหนุ่มในสูทสีเทากำลังท่องการ์ดในมือ
มายด์ แพ้กุ้ง ไม่ชอบให้เรียกน้อง ทำงานหนักมาทั้งปี ต้องพูดว่าเหนื่อยมามากแล้วนะ ห้ามพูดว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน
เขาหลับตา พยายามจำสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ห้องหมายเลขหกคือระเบียงเมืองหนาว แสงประดิษฐ์ทอดผ่านผ้าม่านสีงาช้าง ผู้ร่วมโต๊ะรออยู่ก่อนแล้ว
เพื่อนคนแรกชื่อแป้งในคืนนี้ เธอโบกมือทันทีที่เห็นมายด์
“วันนี้ต้องถ่ายให้ปังนะแก”
เพื่อนอีกคนชื่อนุ่นเดินมากอดมายด์ กอดนานพอให้ดูสมจริง แต่ไม่แน่นจนผมเสียทรง ตอนผละออก เธอมองหน้ามายด์แวบหนึ่ง เหมือนอยากรู้ว่ากอดเมื่อครู่พอดีหรือยัง
ภีมเลื่อนเก้าอี้ให้ เขายิ้มเหมือนรู้จักเธอมาหลายปี การ์ดข้อมูลยังเหน็บอยู่หลังผ้าเช็ดปาก
“สุขสันต์วันเกิดนะมายด์” เขาพูด “ปีนี้เหนื่อยมามากแล้วนะ”
มายด์ยิ้มรับทันที
เธอรู้ว่ามันคือประโยคในแบบฟอร์ม แต่ร่างกายของเธอตอบสนองก่อนที่ความคิดจะตามทัน
ช่างภาพประจำโต๊ะเคยถ่ายงานแต่งมาก่อน เขารู้ว่าคางควรก้มแค่ไหนถึงไม่ดูฝืน มือที่แตะกันควรเหลือช่องว่างเล็กน้อยถึงจะดูสุภาพ เพื่อนควรหัวเราะให้เหลื่อมกันนิดหนึ่ง เพราะความพร้อมเพรียงเกินไปทำให้ภาพดูซ้อมมา เขาบอกคนเป็นแม่ให้เข้าฉากหลังคำว่าแฮปปี้ และจับปลายผมด้านซ้าย เพราะหน้าด้านขวาของมายด์ขึ้นกล้องกว่า
ผู้หญิงวัยกลางคนพยักหน้า เธอมีดวงตาเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋า กำกล่องยาดมไว้ แล้วปล่อยมือจากมันเมื่อไฟบนเค้กถูกจุด
ลึกเข้าไปด้านหลังฉาก ในครัวที่ไม่มีเสียงกระทะและไม่มีกลิ่นควันไฟ วินยืนอยู่หน้าจอมอนิเตอร์สิบสองจอ
เขาไม่ได้ชิมอาหารมาหลายปีแล้ว
วันนี้เขากำลังตัดสินใจเรื่องความเข้มของซอสสีม่วง ถ้าม่วงเข้มไป คนจะเลื่อนผ่านเร็ว ม่วงอ่อนไป เนื้อแกะจะดูหวานจนไม่เข้ากับภาพคู่รักวัยผู้ใหญ่ ถ้าควันหนาไป ภาพจะเหมือนโฆษณา ดอกไม้สามดอกกำลังพอดี ห้าดอกคนจะคิดว่าเป็นของปลอม ดอกเดียวภาพเศร้าเกินกว่าจะมีใครอยากแชร์ในวันเกิด
วินเคยเป็นเชฟจริง เปิดร้านจริง และเจ๊งจริง
จานที่เขาภูมิใจที่สุดในร้านนั้นคือเนื้อแกะราดซอสลาเวนเดอร์ เขาเคี่ยวซอสอยู่สามเดือนกว่าจะได้สีที่พอใจ วันเปิดร้านมีคนสั่งจานนั้นสองที่ คนหนึ่งบอกว่าเค็มไป อีกคนถ่ายรูปแล้วไม่ได้แตะ
ร้านอยู่ได้ไม่ถึงปี
คืนสุดท้ายก่อนปิด วินนั่งอยู่หน้าเตาที่ดับแล้ว หม้อซุปยังอุ่น เขาตักซุปที่เคี่ยวมาทั้งวันเข้าปากคำหนึ่ง รสมันดีจนเขาไม่อยากกลืน แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนลงไป แล้วมันก็หายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
เขาเข้าใจในคืนนั้นเองว่ารสชาติไม่เคยทิ้งหลักฐานอะไรไว้ ต่อให้อร่อยแค่ไหน สุดท้ายก็เหลือเพียงคำว่าอร่อย ซึ่งใครจะพิมพ์คอมเมนต์ให้ร้านไหนก็ได้
ออร่าเริ่มจากโต๊ะเดียว ไฟดวงเดียว และจานเนื้อแกะลาเวนเดอร์จานเดิม
จานที่เคยขายไม่ออกตอนเป็นอาหาร วินเคลือบเรซินทับไว้ แล้วยกออกมาถ่ายในห้องที่จัดแสงพอดี คืนแรกรูปนั้นถูกแชร์ออกไปเป็นพันครั้ง
คืนนั้นวินนั่งดูตัวเลขจนสว่าง เปิดรูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ดูเงาบนเนื้อ ดูควันบางที่บังซอสไว้ครึ่งเดียว เขาจำไม่ได้ว่าคืนนั้นกินอะไร แต่จำได้ว่ารูปนั้นอยู่ได้นานกว่าอาหารทุกจานที่เขาเคยทำมา
ตั้งแต่นั้น เขาเลิกถามว่าอาหารจานหนึ่งควรอร่อยแค่ไหน
เขาถามแค่ว่ามันทำให้คนหยุดนิ้วได้นานพอหรือยัง
พ่อครัวคนใหม่เพิ่งเริ่มงานได้สามวัน วันแรกเขาเคยถามว่าต้องชิมซอสไหม วินมองเขานาน ทั้งครัวเงียบลง แล้วตอบว่า
“ถ้าอร่อย มีคนเดียวที่รู้ แต่ถ้าภาพสวย คนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็รู้สึกเหมือนได้กิน”
หลังจากนั้นไม่มีใครในครัวถามเรื่องรสชาติอีก
จานเด็ดถูกยกออกไปห้องหมายเลขหก
ทุกอย่างพร้อมแล้ว ภีมนั่งข้างมายด์ มือใกล้มือเธอแต่ยังไม่แตะ แป้งยกแก้วไว้ระดับคาง นุ่นเอียงตัวให้ช่องว่างระหว่างคนดูนุ่มนวลขึ้น คนเป็นแม่ยืนรอหลังเก้าอี้ เค้กถูกวางสูงพอให้สะท้อนในแววตาของมายด์
จานวางลงกลางโต๊ะ ควันเริ่มไหล ช่างภาพนับหนึ่ง
ภีมแตะหลังมือเธอ แป้งหัวเราะ นุ่นทำตาเหมือนจะร้องไห้ คนเป็นแม่ลูบผมด้านซ้ายพอดีจังหวะที่เทียนสว่าง
“ดีครับ ค้างไว้แป๊บ”
มายด์ยิ้มกว้างขึ้นเองโดยไม่มีใครสั่ง
ช่างภาพหยุด แล้วขอถ่ายใหม่ เพราะคนเป็นแม่ลูบผมช้าไปครึ่งจังหวะ ทุกคนกลับเข้าที่เดิม ไฟถูกจุดซ้ำ ควันถูกปล่อยใหม่ ความอบอุ่นเกิดขึ้นอีกรอบ คราวนี้ตรงจังหวะกว่าเดิม
พอช่างภาพบอกว่าผ่าน ทุกคนก็คลายออกจากท่าพร้อมกัน
พนักงานรีบดับเทียนก่อนน้ำตาเทียนจะหยดลงบนเค้ก อีกคนยกจานเด็ดกลับครัว ภีมดูนาฬิกาแล้วขอตัวไปเป็นคนรักครบรอบสิบปีที่ห้องอื่น แป้งกับนุ่นบอกลาก่อนเดินออกประตูหลัง
ผู้หญิงที่รับบทแม่ยืนให้พนักงานซับน้ำตาเทียมที่หางตา ก่อนจะไปเป็นแม่ของบัณฑิตจบใหม่ในรอบถัดไป ตอนรับทิชชู เธอรับช้ากว่าปกตินิดหนึ่ง
“คนเมื่อกี้หน้าเหมือนลูกสาวฉันตอนผอม ๆ” เธอพูดเบา ๆ
พนักงานไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงยิ้มให้ตามหน้าที่
หญิงวัยกลางคนเก็บทิชชูลงกระเป๋าแล้วเดินจากไป
มายด์นั่งต่ออีกครู่ระหว่างช่างภาพแต่งรูป เธอเลือกรูปที่สาม รูปที่ภีมมองเธอเหมือนรักจริง และมือคนเป็นแม่แตะปลายผมพอดี
โต๊ะเต็มไปด้วยคน แต่ไม่มีอาหารจานไหนพร่องลงเลย
ระบบเสนอแคปชั่นมาให้สามแบบ
ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ข้างกัน
ปีนี้เหนื่อยมาก แต่มีพวกเธอก็คุ้มแล้ว
ของขวัญที่ดีที่สุดคือคนที่ไม่ไปไหน
มายด์เลือกอันแรก แล้วพิมพ์ต่อท้ายด้วยตัวเอง
ดีต่อใจที่สุด อร่อยจนพูดไม่ออก
ไม่ถึงสิบนาที ยอดหัวใจทะลุสองร้อย รุ่นน้องคอมเมนต์ว่า
พี่มายด์โชคดีมาก มีคนรักรายล้อมเลย
มายด์อ่านบรรทัดนั้นแล้ววางนิ้วค้างไว้ครู่หนึ่ง
นานแล้วที่ไม่มีใครเขียนถึงเธอแบบนั้น
เธอกดหัวใจให้คอมเมนต์ แล้วปล่อยมันไว้ตรงนั้น ไม่ได้พิมพ์ตอบอะไร
ในครัว จานเด็ดถูกวางลงตรงหน้าวิน ยังสมบูรณ์เหมือนเดิม ซอสสีม่วงเรียบสนิทเหมือนผืนน้ำที่ไม่มีอะไรเคยตกลงไป วินใช้แปรงปัดฝุ่นออกจากกลีบดอกไม้บนเนื้อแกะอย่างช้า ๆ
ประตูหลังครัวแง้มอยู่ กลิ่นไข่เจียวจากอาหารพนักงานลอยเข้ามา กลิ่นติดน้ำมัน ไม่แพง และไม่ซับซ้อน พ่อครัวคนใหม่หันไปมองทางนั้น แล้วมองจานใต้มือวินอีกครั้ง
จานตรงหน้าสวยแต่ไม่มีกลิ่นอะไรเลย
เขาเปิดปากเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง แล้วก็หุบลง เดินไปล้างมือเงียบ ๆ
วินวางจานกลับเข้าใต้ครอบแก้ว แล้วหันไปดูตัวเลขบนจอ
รูปของมายด์กำลังขึ้นอันดับหนึ่งของรอบเย็น
มายด์เดินออกจากออร่าพร้อมถุงกระดาษเปล่าพิมพ์โลโก้สีทองที่แถมมาในแพ็กเกจ
ลงจากสถานีรถไฟฟ้าใกล้ห้องเช่า ท้องของเธอร้องขึ้นมา
เธอไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยง
ร้านข้าวแกงริมทางเปิดไฟสว่างจ้า ควันจากกระทะพวยพุ่งขึ้นพร้อมกลิ่นพริกกระเทียมจนเธอต้องหยุดเดิน โต๊ะสเตนเลสมีคราบน้ำมัน จานพลาสติกบางใบบิ่นที่ขอบ คนขับวินมอเตอร์ไซค์ขยับที่ให้เธอนิดหนึ่ง
แม่ค้าเงยหน้าจากกระทะ
“เอาอะไรลูก”
มายด์ยังกำโทรศัพท์อยู่ในมือ
“กะเพราไก่ไข่ดาวค่ะ”
“เผ็ดไหม”
เธอชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบว่า
“เผ็ดค่ะ”
แม่ค้าตักข้าวใส่จานแล้ววางลงตรงหน้า ไม่ถามชื่อ ไม่จัดแสง ไม่บอกให้ยิ้ม ไข่ดาวขอบเกรียม ใบกะเพราบางใบไหม้ติดกระทะ แต่กลิ่นพริกกับกระเทียมแรงจนท้องเธอร้องขึ้นอีกครั้ง
มายด์วางถุงกระดาษเปล่าจากออร่าลงบนเก้าอี้พลาสติกข้าง ๆ
ข้าวร้อนจนต้องเป่า ความเผ็ดแล่นขึ้นจมูกจนน้ำตาซึมออกมาเองโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาเทียม เม็ดพริกติดมุมปาก เธอใช้หลังมือปาดออกแล้วตักคำต่อไปเข้าปากเร็ว ๆ
ระหว่างเคี้ยว เธอเปิดดูโพสต์ของตัวเองอีกครั้ง ยอดหัวใจขึ้นไปห้าร้อยกว่าแล้ว มีคนถามว่าจานเด็ดจานนั้นรสชาติเป็นยังไง
มายด์มองจานกะเพราตรงหน้า
ไข่แดงแตกเยิ้มคลุกข้าวไปแล้ว ซอสเลอะขอบจาน เศษผักค้างอยู่ปลายช้อน เธอยกมือถือขึ้นนิดหนึ่งเหมือนจะถ่ายเก็บไว้ แล้วก็ลดมือลง
เธอแค่หิว และจานตรงหน้าตอนนี้ ถ่ายไปก็คงไม่มีใครกดหัวใจ
เธอพิมพ์ตอบคนที่ถามว่า
‘อร่อยมากกก ต้องไปลองให้ได้’
แล้วก้มหน้ากินกะเพราต่อจนหมด
คืนนั้น กะเพราจานนั้นเป็นอาหารมื้อเดียวที่ลงไปอยู่ในท้องของมายด์
และเป็นมื้อเดียวที่ไม่มีรูปถ่าย
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา












