NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
กาลครั้งหนึ่งในแผ่นดินสยาม
กาลครั้งหนึ่งในแผ่นดินสยาม ราวปี พ.ศ. 2070 ในยุคที่อาณาจักรเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับชาวโปรตุเกสอย่างคึกคัก หลังจากที่พวกเขาเข้าครอบครองเมืองมะละกาและเริ่มเปิดเส้นทางเครื่องเทศจากดินแดนโพ้นทะเล
ในเมืองท่าอันมั่งคั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีเจ้าเมืองหนุ่มพระองค์หนึ่ง นามว่า "พระยาพิชิตไพรี" ท่านเป็นนักรบผู้กล้าหาญและนักปกครองที่ชาญฉลาด ท่านสนใจในศาสตร์ใหม่ ๆ จากต่างแดน ทั้งศิลปะการรบ วิทยาการแพทย์ และศาสตร์การค้า ท่านเชื่อว่า "หากเราปิดประตูไม่รับสิ่งใหม่ อาณาจักรจะหยุดนิ่ง แต่หากเรากล้าที่จะเปิดใจ เราจะพบโอกาสที่ยิ่งใหญ่"
วันหนึ่ง เรือสำเภาโปรตุเกส เดินทางมาถึง พร้อมบรรทุกสินค้าจากดินแดนไกลโพ้นที่ชาวยุโรปเรียกว่า "โลกใหม่" หรือดินแดนอเมริกา ชาวโปรตุเกสได้นำพืชชนิดหนึ่งมาถวายแด่พระยาพิชิตไพรี มันเป็นผลไม้สีแดงสด เมล็ดภายในมากมาย รูปร่างเล็กแปลกตา ชาวโปรตุเกสเรียกมันว่า "พิมิเอนตา" หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า "พริก"
"มันเผ็ดร้อนยิ่งกว่าพริกไทยหรือขิงของพวกท่านเสียอีก" พ่อค้าชาวโปรตุเกสกล่าว พลางยื่นผลพริกให้เจ้าเมืองทดลอง
ขุนนางและข้าราชบริพารต่างพากันผงะเมื่อเห็นพริกสีแดงฉาน พวกเขาเชื่อว่าของแปลกหน้าอาจเป็นสิ่งอัปมงคล หรืออาจมีพิษร้ายแรง ไม่มีใครกล้าลิ้มลอง มีเพียงพระยาพิชิตไพรีที่ก้าวออกมา "ความกลัวคือโซ่ตรวนที่ล่ามมนุษย์ไว้กับที่ การเอาชนะความกลัวต่างหากที่จะพาเราไปพบสิ่งใหม่"
ท่านหยิบพริกขึ้นมาใส่ปากทันที ความเผ็ดร้อนแล่นเข้าสู่ลิ้นราวกับเปลวไฟแผดเผา ตาเบิกกว้าง น้ำตาไหล เหงื่อซึมทั่วร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน ท่านกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นและพึงพอใจจาก สารเอนดอร์ฟิน ที่ร่างกายหลั่งออกมา
"ความเจ็บปวดนี้ช่างแปลกประหลาด มันทั้งทรมานและน่าหลงใหล เหมือนการต่อสู้ที่ยากลำบากแต่ให้รสชาติแห่งชัยชนะ" ท่านกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ขุนนางทั้งหลายตกตะลึง บ้างคิดว่าท่านกำลังป่วย แต่เมื่อเห็นว่าพระยาพิชิตไพรียังแข็งแรง ก็เกิดความสงสัยขึ้น บางคนเริ่มกล้าหยิบพริกมาลองชิม แม้จะเผ็ดจนหน้าแดง แต่กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
หมอหลวงรีบเข้ามาทูล "ขอพระยาโปรดระวัง พืชนี้อาจมีพิษ เราไม่ควรเสี่ยง" แต่พระยาพิชิตไพรีมิได้หวั่นเกรง ท่านกลับเห็นว่านี่อาจเป็นสิ่งล้ำค่า ท่านร่วมมือกับ หมอยาจีน และนักปรุงชาวโปรตุเกส ศึกษาสรรพคุณของพริก ทั้งด้านโภชนาการและสรรพคุณทางยา
ท่านค้นพบว่า "เมื่อร่างกายได้รับพริกบ่อย ๆ มันจะคุ้นชิน และจิตใจก็จะแข็งแกร่งขึ้น เช่นเดียวกับนักรบที่ฝึกฝนอยู่เสมอ ย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความเจ็บปวด"
ท่านจึงสั่งให้ขยายการปลูกพริกไปทั่วแผ่นดิน ส่งเสริมให้ชาวบ้านทดลองนำพริกมาปรุงอาหาร ผสมผสานกับเครื่องเทศท้องถิ่น เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ จนเกิดเป็นตำรับอาหารใหม่ ๆ
ทหารในกองทัพที่รับประทานอาหารเผ็ดเป็นประจำ พบว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความทนทานต่อความร้อน และไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย พระยาพิชิตไพรีจึงให้พริกเป็นหนึ่งในเสบียงสำคัญของกองทัพ
ชาวต่างชาติที่เดินทางมายังสยาม ต่างพากันประหลาดใจที่เห็นผู้คนกินอาหารเผ็ดร้อนอย่างมีความสุข จนเกิดเป็นวัฒนธรรมอาหารรสจัดที่โด่งดังไปทั่วโลก
หลายปีต่อมา เมื่อพระยาพิชิตไพรีชรา ท่านได้กล่าวคำสุดท้ายไว้ก่อนสิ้นชีวิต
"ความกล้าไม่ใช่การไม่รู้สึกกลัว แต่คือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว พริกสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งสิ่งที่ดูน่ากลัวที่สุด อาจกลายเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุด หากเรากล้าที่จะเปิดใจ"
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











