NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ณ ปราสาทศิลาเหนือม่านเมฆดำ เทศกาลอาหารค่ำของเหล่า ‘อสูรจำแลง’ ดำเนินไปอย่างวิจิตรตระการตา ภายนอกพวกเขาสง่างามราวกับทวยเทพ
อาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ได้ทอจากเส้นด้าย แต่ทอจาก ‘ไหมรัศมี’ เส้นใยแห่งแสงที่สะท้อนถึงความมั่นใจ การได้รับการยอมรับ และความยิ่งใหญ่ของตัวตน ยิ่งอาภรณ์แสงหนาและสว่างจ้าเพียงใด อสูรตนนั้นยิ่งดูทรงอำนาจและน่านับถือ
ทว่า อาหารเลิศรสบนโต๊ะยาวเหยียดกลับไม่เคยดับความหิวโหยของพวกเขาได้ สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงและทำให้อาภรณ์แสงของพวกเขาพองโต คือการ ‘เสวยรัศมี’ ของกันและกัน
พวกเขาซ่อนมีดคมกริบไว้ในรูปของรอยยิ้มและคำพูดหยอกล้อ
“เห็นชีวิตที่ราบเรียบของเจ้าแล้วข้าก็แอบอิจฉานะ แค่หายใจทิ้งไปวันๆ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว” ‘ไชยา’ อสูรผู้มีอาภรณ์แสงสว่างจ้าที่สุดในงาน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กรีดลึก ทันทีที่วาจานั้นกระทบเป้าหมาย อาภรณ์แสงของอสูรฝั่งตรงข้ามก็สั่นไหวและหลุดลอกออกเป็นเส้นไหม ไชยาสูดกลืนเศษรัศมีเหล่านั้นเข้าไป อาภรณ์ของเขายิ่งสว่างวาบจนบดบังแสงของทุกคนในโต๊ะ
อสูรชั้นผู้น้อยที่อาภรณ์ลีบแบนและริบหรี่ ต่างจำยอมต้องเปล่งเสียงหัวเราะผสมโรง พวกเขาหัวเราะไม่ใช่เพราะความเบิกบาน แต่หัวเราะเพื่อมอบเศษแสงเป็นบรรณาการ หวังเพียงให้ตนเองรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อรายต่อไป
ไชยาเมามายอยู่ในแสงสว่างที่เขากอบโกยมาได้ เขาเชื่อมั่นว่าตนเองคือผู้ครอบครองความยิ่งใหญ่ทั้งปวง ทว่า ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับเสียงหัวเราะอันไร้จิตวิญญาณนั้นเอง พายุฝนก็สาดซัดเข้ามาทางระเบียงศิลา
ไชยาก้าวออกไปที่ระเบียงอย่างทระนง เชื่อมั่นว่าอาภรณ์แสงอันหนาทึบจะโอบอุ้มและเป็นเกราะคุ้มภัยให้เขาได้ แต่เมื่อหยดน้ำฝนสาดกระทบ… สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขาสั่นสะท้าน
สายฝนทะลุผ่านอาภรณ์แสงของเขาไปอย่างง่ายดายราวกับมันไม่มีอยู่จริง ท่ามกลางสายฝนอาภรณ์แสงที่สว่างจ้าจนแสบตานี้กลับไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถให้ความอบอุ่นใดๆ แก่เขาได้เลย
เขายืนเปียกปอนและหนาวสั่นอยู่กลางพายุ มองดูแสงสว่างรอบตัวที่แย่งชิงจากความปวดร้าวของผู้อื่น ในวินาทีนั้น เขาตระหนักได้ว่า… ภายใต้อาภรณ์แสงที่บดบังรัศมีผู้คนทั้งปราสาท ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นเพียงดวงไฟดวงเล็กๆ ที่กำลังสั่นเทาและหวาดกลัว เขากลืนกินความว่างเปล่าเข้าไป เพื่อสร้างเปลือกที่กลวงเปล่ายิ่งกว่า
เมื่อประจักษ์ต่อความจริง ไชยาเลิกดิ้นรนที่จะปกป้องอาภรณ์แสงนั้นอีกต่อไป เขาหยุดไขว่คว้า ปล่อยให้เส้นไหมแห่งความถือตัวค่อยๆ สลายและหลุดลอยไปกับสายฝน เขายอมรับความเปราะบางของตนเอง และพบว่าเมื่อไม่มีอาภรณ์แสงอันหนักอึ้งให้ต้องคอยแบกรับหรือหวาดระแวง เขากลับเบาสบายและเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ไชยาเดินกลับเข้ามาในงานเลี้ยงด้วยร่างที่ปราศจากอาภรณ์แสง อสูรตนหนึ่งเห็นเขาไร้ซึ่งเครื่องป้องกัน จึงสาดคำถากถางที่คมกริบใส่ หวังจะเฉือนความมั่นใจที่เหลืออยู่
แต่เมื่อไม่มี ‘อัตตา’ ให้เฉือน คำพูดนั้นก็ทะลุผ่านตัวไชยาไปราวกับฟันฝ่าอากาศ
ไชยาไม่ได้โต้ตอบ ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อย และไม่ได้พยายามเบ่งแสงกลับไปข่ม เขาเพียงยิ้มรับ เลื่อนจานอาหารให้ผู้ที่ร้องขอ และรินสุราลงในแก้วของอสูรที่เพิ่งเอ่ยปากถากถางเขา ด้วยใจที่ว่างเปล่า
เขานั่งอยู่กลางสมรภูมิของการแย่งชิงรัศมี มองดูอสูรที่กำลังหัวเราะและห้ำหั่นกันด้วยความกลัว
ท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้น ไชยาประทับอยู่ภายในวิหารแห่งความรู้สึกตัวอย่างร่มเย็น ปล่อยให้เสียงถากถางและเสียงหัวเราะเหล่านั้นดังผ่านไป… ราวกับเป็นเพียงเสียงฝนที่สาดซัดอยู่นอกปราสาท
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











