NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ในหุบเขาที่หมอกลงหนาทุกเช้า มีสำนักกระบี่เล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า “หุบเขาแปดมังกร”
ว่ากันว่าอาจารย์ผู้ก่อตั้งเคยเป็นยอดฝีมือที่ชนะได้ทุกศึก แต่กลับละทิ้งชื่อเสียงในคืนเดียว หันมาปลูกผักเงียบๆ ริมลำธาร ศิษย์เอกของเขาชื่อ “ลู่หาน” เด็กหนุ่มผู้หลงใหลในกระบี่ตั้งแต่ยังเล็ก เขาฝันจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า
ลู่หานฝึกไม่หยุด จับกระบี่ตลอดวัน รำจนผืนหญ้าแถวนั้นแห้งตาย ทุกเช้าเขาตื่นก่อนไก่ขัน ทุกค่ำเขานอนหลังดาวขึ้น ในหัวมีแต่ท่ากระบี่ ในฝันก็ยังคงต่อสู้
วันหนึ่งขณะที่อาจารย์นั่งดูเขาฝึก ลู่หานหยุดและถามขึ้น “อาจารย์ขอรับ กระบี่สูงสุดในโลกคือกระบี่แบบใด?”
อาจารย์ยิ้มบางๆ มองไปที่ลำธารที่น้ำไหลเอื่อย “กระบี่สูงสุด ไม่มีอยู่ในโลก”
คำตอบนั้นทำให้ลู่หานงงงัน เขายิ่งฝึกหนักกว่าเดิม พยายามคิดค้นกระบวนท่าที่ไม่มีใครเคยเห็น จนร่างกายแทบแตกสลาย เลือดซึมจากมือที่จับด้ามกระบี่ เขาเชื่อว่าถ้าเข้าใจทุกท่า รู้ทุกกระบวน เขาจะเข้าใจ ‘กระบี่ที่ไม่มีอยู่ในโลก’
อาจารย์เฝ้าดูศิษย์อย่างเงียบๆ บางครั้งส่ายหน้าเบาๆ บางครั้งถอนหายใจ แต่ไม่พูดอะไร
หนึ่งปีผ่านไป สองปีผ่านไป ลู่หานเก่งขึ้นทุกวัน เขาชนะทุกคนในสำนัก ชนะทุกคนที่มาท้าดวล แต่ยิ่งชนะเขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนแอ ยิ่งเก่งเขายิ่งรู้สึกว่ายังไม่พอ กระบี่ในมือเบาราวกับขนนก แต่ใจหนักอึ้งราวกับภูเขา
วันหนึ่งหลังจากฝึกจนหมดแรง ลู่หานทรุดตัวลงข้างลำธาร เหงื่อไหลนองทั้งตัว มือสั่นจนจับกระบี่ไม่อยู่ เขาปล่อยมันหลุดจากมือ กระบี่ตกลงบนหิน เสียงดังก้อง
สายลมพัดผ่าน กิ่งไม้โอนเอน น้ำในลำธารไหลริน แสงอาทิตย์อ่อนๆ สะท้อนบนผิวน้ำเป็นประกาย ขณะที่ลู่หานหอบหายใจ เขาเหลือบเห็นเงาของตนบนผิวน้ำ
แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขานิ่งค้าง
เงาบนน้ำกำลังรำกระบี่ ทั้งที่เขานั่งนิ่ง ไม่ได้ขยับมือขยับตัว กระบี่ก็วางอยู่บนหิน แต่เงาในน้ำเคลื่อนไหวอย่างงดงาม ราบรื่น ไร้แรงฝืน
ลู่หานจ้องเงานั้นนาน นานมาก จนลืมว่ากำลังดู ลืมว่าเป็นคนดู ลืมว่ามีตัวตน ในความนิ่งนั้น ในความว่างนั้น เขาได้ยินเสียงอาจารย์ดังขึ้นในใจ ไม่ใช่เสียงจริง แต่ชัดเจนราวกับอาจารย์นั่งอยู่ข้างๆ
“เจ้าฝึกกระบวนท่ามากมาย ก็เพื่อให้ถึงวันที่ไม่ต้องมีท่าใดเหลืออยู่ เมื่อใจวางกระบี่ได้ กระบี่ก็อยู่ในใจ และใจนั้นไม่ต้องต่อสู้อีกต่อไป”
ลู่หานลุกขึ้นช้าๆ หยิบกระบี่ขึ้นมา คราวนี้มันเบาต่างจากเดิม ไม่ใช่เบาแบบขนนก แต่เบาแบบไร้น้ำหนัก เขายกขึ้นช้าๆ ไม่ได้ตั้งใจจะรำ แต่กระบี่เคลื่อนไหว
ลมพัด กระบี่เอนตามลม ตัวเขาเอนตาม ไม่ใช่เขาที่เคลื่อนกระบี่ แต่ทุกอย่างเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่มีผู้รำ มีแต่การรำ ไม่มีผู้ถือ มีแต่การถือ ไม่มีการต่อสู้ มีแต่การเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์
เสียงกระบี่ผ่าอากาศไม่ดัง แต่นิ่งนิ่ม เหมือนเสียงลมผ่านใบไผ่ เหมือนเสียงน้ำไหลผ่านหิน ใครที่ได้ยินต่างหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้สึกสงบ
จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครเห็นลู่หานต่อสู้กับใครอีก เขายังคงถือกระบี่ แต่ไม่ใช้มัน หรือบางทีเขาใช้มันตลอดเวลา ในทุกการเคลื่อนไหว ทุกลมหายใจ แต่ไม่มีใครเห็น
หลายปีผ่านไป ลู่หานกลายเป็นอาจารย์ ศิษย์รุ่นใหม่ถามเขา “อาจารย์ครับ ท่านยังฝึกอยู่หรือไม่?”
ลู่หานยิ้ม วางกระบี่ลงบนพื้นดินเบาๆ เงยหน้ามองฟ้า สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วปล่อยออกช้าๆ
“เมื่อทุกลมหายใจคือการฝึก จะหยุดได้อย่างไร?”
ศิษย์ยังงงงัน “แต่ข้าไม่เห็นท่านจับกระบี่เลย”
“กระบี่ที่แท้จริง” ลู่หานตอบ “ไม่ต้องมีรูปร่าง”
เขามองไปที่ลำธาร ที่น้ำไหลไม่หยุด ไม่เร็ว ไม่ช้า แต่ไหลตามที่มันเป็น
“ลมหายใจเข้า กระบี่เกิด ลมหายใจออก กระบี่ดับ ระหว่างนั้น ไม่มีผู้ถือ ไม่มีผู้ต่อสู้ มีเพียงความจริงที่เคลื่อนไหวอยู่ในความว่าง”
ศิษย์พยายามจะเข้าใจ แต่ยิ่งคิดยิ่งงง
“อย่าคิด” ลู่หานบอก “แค่หายใจ”
และในขณะที่ศิษย์หายใจเข้าออก เขาเห็นอะไรบางอย่างวูบหนึ่ง เหมือนเห็นกระบี่ที่ไม่มีตัวตน เหมือนเห็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีผู้เคลื่อน เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่พอจะจับความคิดนั้น มันก็หายไป
“ดี” ลู่หานพยักหน้า “เจ้าเริ่มเห็นแล้ว”
เสียงสายลมพัดผ่านไผ่ เสียงน้ำไหลผ่านหิน เสียงใบไม้เสียดสี ทั้งหมดรวมกันเป็นเสียงเดียว และเสียงนั้นคือบทสุดท้ายของกระบี่ไร้กระบวนท่า
กระบี่ที่ไม่ต้องชัก แต่พร้อมอยู่เสมอ
กระบี่ที่ไม่ต้องรำ แต่รำอยู่ตลอด
กระบี่ที่ไม่ต้องต่อสู้ แต่ชนะทุกการต่อสู้
เพราะมันอยู่ในทุกสิ่ง
ในลมหายใจ ในการเคลื่อนไหว ในความนิ่ง
ในการตื่น ในการหลับ ในความเป็นความตาย
นี่คือกระบี่ที่ไม่มีอยู่ในโลก
เพราะมันอยู่เหนือโลก
แต่ก็อยู่ในทุกอณูของโลก
และเมื่อเข้าใจสิ่งนี้
การฝึกก็จบลง
โดยที่ไม่เคยจบ
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











