NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ไม่ว่าเช้าไหนๆ จันทราก็นั่งโต๊ะเดิมที่ร้านกาแฟหัวมุมตลาด
อเมริกาโน่ขมปร่าแก้วเดิม บนเก้าอี้ตัวเดิม
เธอไม่ได้มาที่นี่เพราะกาแฟอร่อย
เธอมาเพราะกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นริมถนน
วันนั้น แม่ค้าขนมครกร้านใหม่ข้างตลาด ขายดี คนต่อแถวยาว
จันทรานั่งมองผ่านกระจก นิ้วเกี่ยวหูถ้วยกาแฟ ยังไม่ทันยกขึ้นจิบ
เพื่อนที่นั่งด้วยเอ่ยขึ้น “ขนมครกร้านใหม่น่ากินนะ”
“น่ากินก็ไปซื้อสิ” จันทราตอบเรียบ ๆ สายตายังจับอยู่ที่แม่ค้า
“ไม่เอาเหรอ”
“ไม่ล่ะ ฉันเห็นเล็บดำ ๆ จับแป้ง กินไม่ลงหรอก”
เพื่อนยิ้มแหย ๆ ไม่รู้จะตอบอะไร
จันทราจิบกาแฟ ตามองต่อ
เธอจ้องมองผู้คนเหมือนมือลูบผ้าหาเส้นด้ายที่หลุด
แม่ค้าปลาเดินผ่าน ตาเธอเกาะที่รอยเปื้อนบนผ้าถุง
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเดินมา จันทราจับได้ว่าลิปสติกเลอะฟัน ก่อนที่หญิงคนนั้นจะเผยอยิ้มเสียอีก
จันทรามีบ้านใหญ่ที่สุดในซอย สามีเธอเป็นเจ้าของโรงสี
ตู้เสื้อผ้ากว้างเท่าห้องนอนคนธรรมดา
ของกินในตู้เย็นไม่เคยพร่อง
แต่จิตใจเธอเป็นเหมือนบ้านที่เปิดไฟทุกดวง
สว่างจ้า แต่ไม่มีใครอยู่ข้างใน ว่างเปล่าไร้ชีวิต
เย็นวันหนึ่ง
จันทราเดินผ่านร้านขนมครกร้านเดิม
แม่ค้ากำลังนั่งป้อนข้าวลูกเล็ก ๆ อยู่หลังร้าน
เด็กหน้าเปื้อนแป้งหัวเราะคิกคัก มือเล็กจิ๋วกำข้าวไม่อยู่ ปล่อยร่วงเกลื่อนพื้น
แม่ค้าไม่ดุลูก แค่เก็บข้าวจากพื้นแล้วป้อนต่อ ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรสำคัญกว่าวินาทีนี้
จันทราหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง
อะไรบางอย่างสะเทือนในอก เบา ๆ เหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะก้อนหินตกลงไป
แต่เธอเดินต่อ
กลับถึงบ้าน เธอเปิดตู้เย็นรินน้ำเย็นจัดดื่ม
ความรู้สึกเมื่อครู่จางหายไป เร็วกว่าน้ำแข็งที่กำลังละลายในแก้ว
คืนหนึ่ง ลูกสาวโทรมาจากเมือง
’แม่คะ หนูจะแต่งงาน’
”กับใคร”
’เขาเป็นคนขับรถสองแถว’
ความเงียบยาวนานกว่าสายโทรศัพท์จะรับไหว
“ไม่ได้”
’แม่ยังไม่เคยเห็นเขาเลย…’
“ไม่ต้องเห็น แค่ฟังก็รู้แล้ว”
สายถูกวางลง ฝั่งไหนวางก่อนไม่มีใครจำได้
คืนนั้น จันทรานอนไม่หลับ
เพราะประโยคที่ตัวเองพูดยังก้องอยู่ในหัว
“ไม่ต้องเห็น แค่ฟังก็รู้แล้ว”
มันเหมือนเสียงของคนอื่น แต่มันออกจากปากเธอเอง
สัปดาห์ต่อมา
อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงปลุกเธอขึ้นกลางดึก
จันทราลืมตาโพลง แต่มองไม่เห็นเพดาน
ไม่เห็นแม้แต่ความมืด…
เส้นเลือดในสมองตีบ กระทบประสาทตาทั้งสองข้าง
“มีโอกาสกลับมามองเห็นไหมคะ”
“ต้องรอดูครับ อาจจะเป็นเดือน หรืออาจจะ…”
หมอไม่พูดจนจบ
จันทราก็ไม่ถามต่อ
“พี่ศรี ช่วยเปิดม่านให้หน่อย”
เงียบครู่หนึ่ง…
“เปิดอยู่แล้วค่ะ”
สัปดาห์แรกเธอร้องไห้ตลอด สัปดาห์ที่สองเธอโกรธ
สัปดาห์ที่สามเธอเงียบ…
แล้วในความเงียบ เธอเริ่มได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยินตอนตาดี
ไม่ใช่เสียงลมหรือเสียงรอบข้าง
เป็นเสียงตัวเธอเอง
ถ้อยคำค่อนขอดที่เคยกระซิบในใจมาตลอดชีวิต สะท้อนกลับมาทีละคำ
“เล็บดำ ๆ จับแป้ง กินไม่ลงหรอก”
“คนแบบนี้ถือของดี ๆ ไม่ได้สักที”
“ไม่ต้องเห็น แค่ฟังก็รู้แล้ว”
คำแล้วคำเล่า วนซ้ำ ซ้อนทับ
จันทราเอามือปิดหูทั้งสองข้าง
แต่มันไม่ได้มาจากข้างนอก
เช้าวันหนึ่ง ขณะนั่งนิ่งอยู่ในห้องที่เงียบงัน
เธอได้ยินเสียงพี่ศรีล้างจานแว่วมา
พี่ศรีอยู่กับเธอมาสิบสองปี
ล้างจานวันละสามเวลา วันละหลายใบ
เป็นจานรวมแล้วหมื่นกว่าใบ
จันทราจำได้แต่วันที่จานแตก
ทุกใบที่แตก เธอจำได้
แต่หมื่นกว่าใบที่ไม่แตก
เธอไม่เคยเห็น
น้ำตาร่วงลงบนหลังมือ
ไม่มีใครเห็น
แต่เธอรู้สึกถึงมัน ชัดกว่าสิ่งใดที่ตาเคยเห็นมาทั้งชีวิต
สามเดือนผ่านไป
ลูกสาวกลับมาเยี่ยม
จันทราได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่
คู่ที่สองหนักกว่า ช้ากว่า ลังเล
“แม่คะ นี่… ก้อง ค่ะ”
เสียงผู้ชายเอ่ยเบา ๆ “สวัสดีครับ”
เสียงนั้นสั่น
สั่นเหมือนคนที่กลัว แต่ก็ยังมา
จันทรายื่นมือออกไป
“มานั่งใกล้ ๆ หน่อยสิ”
มือนั้น หยาบ กระด้างและหนาเตอะ
เธอนึกถึงมือพ่อตัวเอง
พ่อที่เป็นคนขับเรือจ้าง
พ่อที่เธอไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
นิ้วของเธอค้างอยู่บนฝ่ามือเขา
“ก้อง”
’ครับ’
“ดูแลลูกฉันด้วยนะ”
ลูกสาวร้องไห้
ไม่ใช่เพราะความเศร้า
หกเดือนผ่านไป
จันทราเริ่มเดินไปตลาดคนเดียว ใช้ไม้เท้าเคาะทาง
ผ่านร้านขนมครก
กลิ่นมะพร้าวคั่วลอยมา หอมจนเธอหยุดเท้า
มือข้างหนึ่งยื่นขนมมาให้…
เป็นมือที่หยาบกร้าน เจือไอร้อน และกรุ่นกลิ่นน้ำมัน
มือเดิม คนเดิม
คนที่เธอมองผ่านกระจกร้านกาแฟแล้วตัดสินในไม่กี่วินาที
ขนมร้อนอยู่บนฝ่ามือ
นุ่ม หอม หวาน มัน
“อร่อยจัง”
แม่ค้าหัวเราะ “ขอบคุณค่ะ อิชั้นทำเองทุกเช้าตั้งแต่ตีสาม”
ตีสาม…
ในขณะที่จันทรานอนหลับ
มีคนตื่นขึ้นมากวนแป้ง ก่อไฟ คั่วมะพร้าว
ด้วยมือที่ดำ ๆ คู่เดียวกับที่เธอเคยรังเกียจ
เธอไม่เคยเห็นสิ่งนี้
ทั้ง ๆ ที่ตาดี
หลายปีผ่านไป
ใบหน้าจันทราเปลี่ยน
ไม่มีใครบอกได้ว่าเปลี่ยนตรงไหน
ริ้วรอยเท่าเดิม จมูก ปาก คิ้ว ก็เหมือนเดิมทุกประการ
แต่มีบางอย่างคลี่คลาย
เหมือนกำปั้นที่กำแน่นมาทั้งชีวิต ค่อย ๆ แบออกอย่างช้า ๆ เป็นฝ่ามือ
วันหนึ่ง แม่ค้าปลาถามเธอ
“พี่จันทรา พี่ไม่ทุกข์เหรอ ที่มองไม่เห็น”
จันทรานิ่งนาน
“ทุกข์สิ”
เธอยิ้มเบา ๆ แต่ไม่พูดต่อ
หลายปีผ่านไป
จันทรายังนั่งเก้าอี้หวายตัวเดิม หน้าบ้านหลังเดิม
บางทีเด็กข้างบ้านวิ่งมาจับมือเธอ ถามว่า
“ยายจันทรา ยายเห็นอะไรบ้าง”
เธอยิ้ม
“ยายเห็นมือเล็ก ๆ ของหนู ที่อุ่นดี”
เด็กหัวเราะ
“ยายตาบอดนี่นา จะเห็นได้ยังไง”
จันทราหัวเราะตาม
แต่ไม่ตอบ
ว่ากันว่า
ท่ามกลางตลาดเช้าที่ผู้คนยังคงเดินขวักไขว่
ร้านกาแฟหัวมุมยังเปิดอยู่
โต๊ะริมกระจกบานใหญ่ยังว่าง
ไม่มีใครนั่ง…
กระจกบานนั้นยังสะท้อนคนเดินผ่านเหมือนเดิม
เพียงแต่ไม่มีใครจ้องมองอีกแล้ว
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











