OMG NATURAL LEGACY
เรื่องเล่าและบทความเพื่อการกลับมาเห็นชีวิตตามความเป็นจริง
ความโกรธมีเหตุเสมอ
แต่เหตุที่เราเชื่อ
กับเหตุที่แท้จริง
อยู่คนละที่กัน
เราโกรธเพราะถูกโกง
โกรธเพราะถูกเอาเปรียบ
โกรธเพราะโลกไม่ยุติธรรม
แต่ถ้าย้อนดูให้ลึก
ความโกรธไม่เคยต้องการความยุติธรรม
มันต้องการเพียงแค่ที่ระบาย
หากมีปลายนิ้วชี้บอกทาง
มันก็พร้อมจะพุ่งกระโจน
และผู้ที่ล่วงรู้ความลับข้อนี้
คือผู้ที่กอบโกยจากเราไปมากที่สุด
…
ทุกครั้งที่รู้สึกว่าสูญเสียความชอบธรรม
ไฟจะลุกพรึบขึ้นข้างใน
ไม่ใช่ไฟที่ส่องสว่าง
แต่เป็นไฟที่ก่อเขม่าควัน
ควันนั้นบังตา
มองไม่เห็นว่าใครเป็นผู้จุด
เห็นเพียงทิศทางที่ถูกชี้ให้มอง
ยุคหนึ่งชี้ให้เกลียดคนต่างศรัทธา
อีกยุคชี้ให้ล่าคนแปลกสีผิว
ทุกหน้าประวัติศาสตร์ล้วนมีศัตรูที่ถูกจัดฉากให้
แต่ผู้จุดไฟ…
ไม่เคยยืนอยู่ในกองเพลิง
…
ความโกรธไม่เคยถามถึงความถูกหรือผิด
มันแค่ทำหน้าที่เผา
เผาคนอื่น เผาตัวเอง
เผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน
แล้วจึงควานหาเชื้อไฟกองใหม่
เพราะธรรมชาติของมัน
คือการทำลาย
และใจที่ยึดติด
คือเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ
…
ตราบใดที่ยังคงหายใจ
กิเลสก็ไม่เคยหยุดทำงาน
โลภเมื่อเห็นสิ่งที่อยากได้
โกรธเมื่อไม่เป็นดั่งใจ
หลงเมื่อไม่เท่าทันอารมณ์กระทบ
ไม่มีผู้ใดดับมันได้ถาวร
เพราะมันมิใช่ผู้บุกรุก
มันร่วมอาศัยในร่างกายและจิตใจนี้
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีอัตตา
แต่สิ่งที่เราเลือกได้
คือจะกอดมันไว้แน่น
หรือจะแค่รับรู้… ว่ามันมาแล้วก็ไป
…
เมื่อความโกรธผุดขึ้น
คนส่วนใหญ่มักกระโจนลงไปคลุกกับมันทันที
ปล่อยให้ความโกรธกลืนกินตัวตน
ปล่อยให้ความกลัวครอบงำจิตวิญญาณ
ปล่อยให้ความชิงชังยึดครองสติปัญญา
แต่หากรู้จักยั้งใจ
ไม่ใช่ยั้งอารมณ์
แต่ยั้งตัวที่กำลังจะกระโจนลงไป
เราจะค้นพบสิ่งหนึ่ง
ความโกรธเกิดขึ้นเอง
รุนแรงอยู่เพียงชั่วขณะ
แล้วมันจะจางหายไปเอง
ไม่ต้องกดทับ ไม่ต้องขับไล่
เพียงแค่ไม่เติมฟืนลงไปให้มัน
…
ผู้ที่ฉวยโอกาสจากความชิงชังของเรา ทำได้สำเร็จ
ก็เพราะเราหยิบยื่นให้ด้วยมือของเราเอง
เราสาดความโกรธใส่กันราวน้ำเดือดพล่าน
หวังลวกผู้อื่นให้ปวดแสบ
ทว่าสิ่งแรกที่พุพอง… กลับเป็นมือของเราเอง
ทั้งที่หากรู้จักหรี่ไฟ
ความร้อนนั้นก็แค่พลังงาน
ที่อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ได้
ทุกครั้งที่เกลียดชังตามที่ถูกชี้นำ
เรามิได้ต่อสู้เพื่อตนเอง
เรากำลังหลั่งเลือดเพื่อปลายนิ้วที่สั่งการ
และจะไม่มีวันรู้ตัว
ตราบใดที่ยังเชื่อว่าความโกรธนั้นคือตัวเรา
…
ช่องว่างที่จะสลัดหลุดจากความเป็นทาส
มิได้อยู่ห่างไกล
มันซ่อนตัวอยู่ในวินาทีแห่งปัจจุบัน
ระหว่างความรู้สึกที่ผุดพราย
กับการตัดสินใจที่จะโต้ตอบ
การตระหนักเห็นความจริงตรงนั้นเอง
คือจุดที่แยกทุกสิ่งออกจากกัน
ผู้ที่ไม่เคยสังเกตเห็นช่องว่างนี้
จะถูกอารมณ์ลากจูงไปตลอดชีวิต
แต่ผู้ที่มองเห็น
แม้เพียงครั้งเดียว
จะตระหนักรู้ถึงอิสรภาพ
มิใช่อิสรภาพจากการไร้อารมณ์
เพราะความรู้สึกยังคงเกิดดับตามปกติ
แต่คืออิสรภาพจากการตกเป็นทาสของมัน
…
การเห็นช่องว่างนี้
ไม่เรียกร้องคัมภีร์หรือบทสวดใด
มันเริ่มจากความธรรมดาสามัญที่สุด
แค่ “รู้สึกตัว“
รู้ว่าโกรธ ก่อนที่จะตอบโต้ออกไป
เพียงแค่รู้สึกถึงมัน
ไม่ต้องกดข่ม ไม่ต้องผลักไส
ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย
แล้วมันจะผ่านไปเอง
กิเลสจะยังมาทุกวัน
แต่เมื่อรู้ทัน
มันก็แค่มาแล้วก็ไป
โดยไม่อาจลากเราไปด้วย
และเมื่อเราไม่ไปกับมัน
ในที่สุดมันจะหมดอำนาจเหนือเรา
…
ผู้ที่ตื่นรู้
จะมองเห็นความจริงว่า
ความโกรธที่กำลังเดือดพล่านอยู่นั้น
มิใช่ตัวตน
มันถูกจุดขึ้นมาโดยความหลง
ถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยอัตตา
มันกำลังหลอกใช้เรา
และเรา…
มิใช่ฟืนให้กิเลสเผาผลาญ












