Stories for the Heart, Short Stories & Reflections

ดินเผา

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

กลิ่นดินโคลนเปียกชื้นกับเสียงครางต่ำของแป้นหมุน คือภาษาที่เอนกและศรัณย์ใช้สื่อสารกันมาตลอดเจ็ดปี

ในตรอกหลังตลาดเก่า มีสตูดิโอดินเผาเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ระหว่างร้านซ่อมนาฬิกากับร้านขายกระดาษสา ตอนเช้า กลิ่นข้าวแกงลอยเข้ามาทางหน้าต่าง ตอนบ่าย แสงแดดลอดหลังคาแตกลงบนพื้นปูนเป็นริ้วบาง ๆ ส่วนตอนกลางคืน ทั้งตรอกจะเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงเตาเผาหายใจช้า ๆ เสียงน้ำหยดจากก๊อก และเสียงมือกดลงบนดิน

ทั้งสองเป็นศิษย์ครูเดียวกัน

ครูเป็นชายแก่ผมขาว มือใหญ่ นิ้วสั้น แต่เวลาจับดิน นิ้วของเขาเบาราวกลีบดอกไม้ เขาไม่พูดมาก ไม่ชม และไม่ดุด่าเกินจำเป็น แต่มีประโยคหนึ่งที่พูดซ้ำจนศิษย์ทั้งสองจำได้ขึ้นใจ

“ดินไม่โกหกใคร มือเราต่างหากที่โกหกดิน”

ตอนนั้นเอนกยังไม่เข้าใจนัก ศรัณย์ก็ไม่เช่นกัน แต่ทั้งคู่จำได้แม่น เพราะครูพูดมันทุกครั้งที่แจกันใบหนึ่งออกมาสวยเกินจริง หรือแปลกเกินเหตุ

เอนกเป็นคนละเอียด

เขารู้จักเส้นตรง รู้จักสัดส่วน รู้ว่าความเบี้ยวเพียงเล็กน้อยทำให้แจกันทั้งใบเสียจังหวะได้อย่างไร เขาจะวัดปากแจกันซ้ำจนแน่ใจว่ามันกลมพอ ไล่ปลายนิ้วไปตามผิวดินทีละส่วน เพื่อหารอยนูนต่ำที่ตาแทบมองไม่เห็น

แจกันทุกใบของเขาเกิดจากความอดทน

ปากกลม คอเรียว ฐานมั่นคง ผิวถูกขัดจนไม่เหลือรอยนิ้วมือ ราวกับเอนกไม่ยอมให้สิ่งใดเผลอปรากฏออกมา งานของเขาจึงสงบ เรียบร้อย และหมดจด

ตรงกันข้ามกับศรัณย์

เขาปั้นเหมือนคนเดินเข้าป่าโดยไม่พกแผนที่ ดินในมือของเขามักเอียง ยุบ บิด หรือสูงต่ำผิดคาด บางใบเหมือนต้นไม้ที่ถูกลมพายุพัดจนงอ บางใบเหมือนหินริมแม่น้ำที่ถูกน้ำลูบมาหลายปี บางใบดูราวกับจะพัง แต่กลับไม่พัง

มันยืนอยู่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่างที่อธิบายยาก

เอนกเคยได้ยินคนอื่นเรียกศรัณย์ว่า “ช่างปั้นตามอารมณ์” แต่เอนกรู้ดีว่ามันไม่ถูกทั้งหมด ศรัณย์ไม่ได้ปล่อยดินตามอารมณ์ เขาเพียงกล้าปล่อยให้ดินมีส่วนเลือก มากกว่าที่เอนกยอม

ถึงอย่างนั้น เอนกก็อดแซวไม่ได้

“นายไม่กลัวมันล้มเหรอ”

ศรัณย์มองแจกันทรงเอียงของตัวเอง

“กลัวสิ แต่บางทีมันก็สวยตรงที่ยังไม่ล้ม”

เอนกส่ายหน้า

“ครูเห็นคงเอาไม้เคาะหัวนาย”

“ครูอาจยิ้มก็ได้”

แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ

เสียงหัวเราะในสตูดิโอนั้นเป็นเรื่องง่าย เหมือนฝุ่นดินที่ติดเล็บ ล้างออกยาก แต่คุ้นเคยจนไม่มีใครคิดอยากล้างออกให้หมด

พวกเขาแบ่งชั้นวาง แบ่งเตาเผา แบ่งกาน้ำชาใบเก่าที่ปากบิ่น และแบ่งความฝันเดียวกัน

วันหนึ่งจะมีนิทรรศการคู่

เอนกมักพูดถึงมันตอนเก็บงานเข้าชั้น

“ด้านซ้ายงานนาย ด้านขวางานฉัน คนดูเดินเข้ามาแล้วเห็นเลยว่าเราโตจากครูคนเดียวกัน แต่ไปคนละทาง”

ศรัณย์ชอบภาพนั้น

“แล้วตรงกลางล่ะ”

“วางแจกันที่เราปั้นด้วยกัน”

“มันจะหน้าตายังไง”

เอนกนิ่งคิด

“ต้องสมดุล”

ศรัณย์ยิ้ม

“และต้องเอียงนิดหนึ่ง”

เอนกหันไปมองเพื่อน ก่อนทั้งคู่จะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

ในช่วงแรก ความต่างของพวกเขาไม่ได้เป็นกำแพง มันเป็นหน้าต่าง เอนกมองงานของศรัณย์แล้วเห็นอิสระ ศรัณย์มองงานของเอนกแล้วเห็นระเบียบ ทั้งสองเปิดโลกให้กันและกันกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในสตูดิโอพร้อมภัณฑารักษ์ท้องถิ่นที่ทั้งสองรู้จัก เขาแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงผ้าสีเข้ม รองเท้าหนังเก่าแต่ขัดสะอาด ไม่พูดเสียงดัง ไม่แสดงท่าทีใหญ่โต แค่เดินเข้ามาเงียบ ๆ เหมือนคนที่คุ้นเคยกับหน้าที่จนไม่ต้องเอ่ยวาจาฟุ่มเฟือย

“นี่คุณปรเมศ จากอรุณศิลป์”

ชื่อแกลเลอรีนั้นทำให้มือของเอนกค้างอยู่กลางอากาศ

อรุณศิลป์ไม่ใช่แกลเลอรีธรรมดา สำหรับคนทำงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย มันคือประตูบานใหญ่ บานที่เมื่อเปิดออกแล้ว ชื่อของใครบางคนอาจถูกพัดพาไปไกลถึงระดับนานาชาติ

เอนกรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน

ศรัณย์ยิ้มเก้อ ๆ เพราะแก้มยังเปื้อนดินอยู่ครึ่งหน้า

คุณปรเมศเดินดูงานช้า ๆ

เขาหยุดหน้าแจกันของเอนกหลายใบ พยักหน้าเล็กน้อย ใช้นิ้วแตะขอบปากแจกันใบหนึ่ง แล้วพูดว่า

“ฝีมือดีมาก”

คำชมนั้นทำให้หัวใจของเอนกขยับ

แต่เพียงครู่เดียว

เพราะคุณปรเมศเดินต่อ

ผ่านแจกันทรงสูงที่เอนกใช้เวลาขัดผิวอยู่สามคืน ผ่านชุดถ้วยชาปากบาง ผ่านแจกันคู่ที่เขาภูมิใจที่สุด เพราะมันสมมาตรจนแทบเหมือนเงาสะท้อนในกระจก

แล้วคุณปรเมศก็หยุด

ตรงชั้นวางมุมในสุด

ที่นั่นมีแจกันของศรัณย์ใบหนึ่งตั้งอยู่

ลำตัวมันบิดเหมือนถูกลมกดจากด้านหนึ่ง ปากแจกันไม่กลม ขอบบางส่วนสูงต่ำไม่เท่ากัน สีดินหม่น ๆ สะท้อนร่องรอยไฟที่ไม่สม่ำเสมอ ถ้ามองเร็ว ๆ มันเหมือนงานที่เสียรูป แต่เมื่อมองนานขึ้น ความบิดเบี้ยวนั้นกลับมีจังหวะของมันเอง

คุณปรเมศยืนนิ่งนานมาก

นานจนเสียงตลาดข้างนอกเหมือนถอยห่างออกไป

เขายกแจกันขึ้นประคองไว้ด้วยสองมือ ลูบผิวหยาบของมันเบา ๆ

“มันมีชีวิต” เขาพึมพำ

เอนกยืนอยู่ข้างหลัง

เขาพยายามยิ้ม พยายามฟังบทสนทนาเหมือนปกติ แต่มีบางอย่างในอกเริ่มแข็งตัวขึ้นช้า ๆ เหมือนดินที่ถูกทิ้งให้แห้งโดยไม่มีใครพรมน้ำ

คุณปรเมศถามศรัณย์ว่า

“ใบนี้ชื่ออะไร”

ศรัณย์เงียบไปครู่หนึ่ง

“ยังไม่มีชื่อครับ”

คุณปรเมศยิ้ม

“ดี บางงานก็ไม่ควรถูกตั้งชื่อเร็วเกินไป”

วันนั้นคุณปรเมศอยู่นานกว่าที่ทุกคนคาด เขาดูงานของศรัณย์หลายใบ ถามถึงวิธีคิด ถามถึงรอยร้าว ถามถึงงานที่ศรัณย์เก็บไว้ไม่กล้าให้ใครดู

ก่อนกลับ เขาหันมาบอกศรัณย์ว่า

“ผมอยากชวนคุณทำนิทรรศการเดี่ยวที่อรุณศิลป์”

คำว่า “นิทรรศการเดี่ยว” ตกลงกลางสตูดิโอเหมือนวัตถุหนัก

ศรัณย์นิ่งไป เขาหันมามองเอนกก่อนใคร เหมือนคนได้รับของขวัญใหญ่เกินคาด และยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์ดีใจได้เต็มที่หรือไม่

เอนกยิ้ม

ยิ้มได้สวย สุภาพ อ่อนโยน และเหมาะสม

“ยินดีด้วย นายสมควรได้รับมัน”

ศรัณย์เดินเข้ามากอดเขา

เอนกกอดตอบ

กลิ่นดินบนเสื้อของศรัณย์ยังเป็นกลิ่นเดิม กลิ่นที่เขาคุ้นมาหลายปี แต่ในวันนั้น กลิ่นเดียวกันกลับแปลกไป เหมือนมีใครแอบผสมควันบางอย่างลงไปในอากาศ

คืนนั้น เอนกกลับมาที่สตูดิโอคนเดียว

เขาเปิดไฟเพียงดวงเดียว แสงสีเหลืองตกลงบนแป้นหมุนกลางห้อง แจกันของเขายืนเรียงอยู่บนชั้นอย่างสงบ ทุกใบเรียบร้อย ทุกใบถูกต้อง ทุกใบไม่มีอะไรให้ตำหนิ

เขาหยิบแจกันใบโปรดขึ้นมา

ปากกลม ผิวเนียน คอเรียว ฐานมั่นคง

งดงาม

ควรจะงดงาม

แต่เสียงหนึ่งในหัวกลับดังขึ้น

‘แล้วฉันล่ะ?’

เขาวางแจกันลง

ฉันพยายามมากกว่าไม่ใช่หรือ

ฉันอดทนกว่าไม่ใช่หรือ

ฉันทำทุกอย่างถูกต้องไม่ใช่หรือ

เอนกนั่งลงหน้าแป้นหมุน แต่ไม่ได้ปั้นอะไร เขามองก้อนดินตรงหน้าเหมือนมองคนแปลกหน้า

หลังจากวันนั้น เขาเริ่มเล่าเรื่องบางอย่างให้ตัวเองฟัง

งานของศรัณย์ไม่ได้ลึกอะไรหรอก แค่แปลก

คนยุคนี้ชอบของบิดเบี้ยว เพราะเบื่อความงามที่แท้จริง

ภัณฑารักษ์พวกนั้นอยากได้เรื่องเล่า ไม่ได้อยากได้ฝีมือ

เรื่องเล่าเหล่านั้นตอนแรกมีรสขม แต่ไม่นานมันก็กลายเป็นยาชนิดหนึ่ง ยาที่ช่วยให้เขาไม่ต้องมองแผลตรง ๆ

เขายังยิ้มให้ศรัณย์ ยังถามเรื่องเตาเผา ยังช่วยยกชั้นวาง ยังชงชาให้เหมือนเดิม

แต่บางอย่างไม่เหมือนเดิม

ก่อนหน้านั้น เมื่อศรัณย์ปั้นงานใหม่เสร็จ เขาจะเรียกเอนกมาดูทันที

“ใบนี้เป็นไง”

เอนกเคยเดินไปดูด้วยความสนใจจริง ๆ บางครั้งติ บางครั้งชม บางครั้งหัวเราะ บางครั้งเถียงกันจนดึก

แต่ตอนนี้ เอนกมักตอบโดยไม่ละสายตาจากงานของตัวเอง

“ดีแล้วนี่”

หรือ

“ก็ดูเป็นนายดี”

คำพูดเหล่านั้นไม่หยาบคาย

แต่มันว่างเปล่า

เหมือนถ้วยชาที่มีรูปทรงครบทุกอย่าง แต่ไม่มีน้ำอยู่ข้างใน

ศรัณย์สัมผัสได้

เขาไม่ใช่คนเก่งในการอธิบายความรู้สึก แต่เป็นคนไวต่ออากาศในห้อง เขารู้ว่ามีบางอย่างตั้งอยู่ระหว่างเขากับเอนก บางอย่างที่มองไม่เห็น

วันหนึ่ง ศรัณย์วิ่งเข้ามาในสตูดิโอ มือถือซองเอกสาร ใบหน้าแดงด้วยความดีใจ

“เอนก!”

เอนกกำลังขัดผิวแจกันอยู่

“ว่าไง”

“งานใบแรกขายได้แล้ว”

ปลายนิ้วของเอนกหยุดชั่วครู่

ศรัณย์พูดต่อเร็ว ๆ

“คนซื้อเป็นนักสะสม เขาเห็นรูปจากแกลเลอรีแล้วขอจองก่อนเปิดงาน ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะ—”

“ดีแล้ว”

เอนกยิ้มบาง ๆ แล้วก้มกลับไปขัดแจกัน

“ดีใจด้วยนะ”

ศรัณย์ยังยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มค่อย ๆ อ่อนลง

เอนกเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เขาเงยหน้ามองเพื่อนอีกครั้ง

“เออ เดือนนี้ค่าไฟขึ้นมาห้าร้อยนะ นายลืมปิดเตาเผาหรือเปล่า”

ประกายไฟในตาของศรัณย์ดับวูบลง

เขาลดซองเอกสารในมือลง พยักหน้าช้า ๆ

“เดี๋ยวฉันดูให้”

แล้วเขาก็เดินกลับไปที่มุมของตัวเอง

หลังจากวันนั้น ศรัณย์ไม่วิ่งเข้ามาเล่าข่าวดีแบบนั้นอีก

เขายังคุยกับเอนก แต่คุยเท่าที่จำเป็น เรื่องดิน เรื่องเตา เรื่องค่าเช่า เรื่องกุญแจสตูดิโอ

ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีคำตัดพ้อ

แต่มิตรภาพบางแบบไม่ได้พังด้วยเสียงแตกหัก

มันพังเพราะเสียงที่หายไป

ใกล้วันเปิดนิทรรศการ ศรัณย์ยุ่งขึ้น เขาออกจากสตูดิโอบ่อย ไปคุยกับทีมจัดแสดง เลือกไฟ เลือกแท่นวางงาน สูทเก่าสีน้ำเงินที่เขาไม่เคยใส่ถูกแขวนไว้ข้างผ้ากันเปื้อนเปื้อนดิน

เอนกมองสิ่งเหล่านั้นเงียบ ๆ

ทุกครั้งที่ศรัณย์ออกไป สตูดิโอจะเหลือแต่เขา

เขาปั้นงานมากขึ้น เร็วขึ้น เขาเริ่มทำแจกันให้เอียงบ้าง กดลำตัวให้ยุบ ดึงปากให้ไม่เท่ากัน ปล่อยให้เคลือบไหลอย่างตั้งใจ

แต่ทุกใบกลับดูเหมือนคนสุภาพที่พยายามเมา

มันผิดรูป แต่ไม่อิสระ

มันบิดเบี้ยว แต่เต็มไปด้วยความกลัวเสียหน้า

เอนกทุบงานพวกนั้นทิ้งหลายใบ

ยิ่งทุบ เขายิ่งโกรธ

โกรธดิน โกรธมือของตัวเอง โกรธสายตาของคนอื่น โกรธโลกที่มองไม่เห็นคุณค่าของความถูกต้อง

คืนหนึ่ง เขาอยู่ในสตูดิโอจนเกือบสว่าง

ฝนตกเบา ๆ นอกหน้าต่าง น้ำหยดลงในถังพลาสติกเก่าเป็นจังหวะช้า ๆ

เอนกเผลอมองต้นไม้เล็ก ๆ ข้างหน้าต่าง

มันเป็นต้นไม้ที่ศรัณย์เก็บมาจากข้างทางหลายเดือนก่อน ตอนนั้นมันเป็นเพียงกิ่งแห้งในกระถางร้าว เอนกเคยบอกให้ทิ้ง เพราะมันตายแล้ว แต่ศรัณย์กลับเอาดินเก่าผสมปุ๋ย ใส่กระถาง แล้ววางไว้ตรงที่มีแสง

“มันอาจยังไม่ตาย” ศรัณย์บอก

คืนนั้น ที่ปลายกิ่งแห้ง มีตุ่มเขียวเล็ก ๆ แตกออกมา

เล็กมาก

แทบมองไม่เห็น

แต่มีชีวิต

เอนกมองมันอยู่นาน

ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้รีบพิสูจน์อะไรกับใคร ไม่ได้โกรธต้นอื่นที่ผลิใบก่อน ไม่ได้พยายามเป็นกล้วยไม้ หรือสูงให้เหมือนไทรใหญ่ มันแค่ยืนอยู่ในกระถางร้าว รับแสงเท่าที่ทำได้ ดูดซับน้ำเท่าที่มี แล้วค่อย ๆ ทำสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมัน

เอนกมองตุ่มเขียวนั้น

เขาเหมือนเข้าใจ

แต่ยังไม่ยอมเข้าใจ

วันเปิดนิทรรศการของศรัณย์มาถึงในเย็นวันศุกร์

แกลเลอรีอรุณศิลป์ตั้งอยู่ในอาคารเก่าที่ถูกบูรณะอย่างประณีต ผนังสีขาว พื้นไม้สีเข้ม ไฟส่องงานถูกจัดวางอย่างเงียบงันจนดูเหมือนแสงเองก็มีมารยาท

เอนกสวมเสื้อเชิ้ตสีเทา ถือดอกไม้ช่อเล็กที่ซื้อจากร้านหน้าแกลเลอรีในนาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปมือเปล่า

เขายืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง

เสียงคนคุยกันดังลอดออกมา เสียงหัวเราะเบา ๆ เสียงแก้วกระทบกัน เสียงรองเท้าบนพื้นไม้

เอนกสูดลมหายใจ

เขาบอกตัวเองว่าเขามาแสดงความยินดี

แต่ลึกลงไป เขารู้ว่าเขามาจับผิด

เขาไม่ได้พกไม้บรรทัดมาในมือ

แต่มีไม้บรรทัดอันหนึ่งนอนนิ่งอยู่ในใจ

เขาจะใช้มันวัดความเอียงของแจกัน วัดความไม่เรียบร้อย วัดความหยาบของผิวดิน วัดทุกอย่างที่พอจะช่วยให้เขากลับไปบอกตัวเองในคืนนี้ว่า งานของเขายังคงดีกว่า

ศรัณย์เห็นเขาทันทีที่เดินเข้าไป

ใบหน้าของศรัณย์สว่างขึ้น แต่สว่างอย่างระวัง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่สว่างเต็มที่ไม่ต้องคิด

“ขอบคุณที่มา”

เอนกยื่นดอกไม้ให้

“ยินดีด้วย”

ทั้งคู่ยืนใกล้กัน แต่เหมือนมีห้องอีกห้องคั่นกลาง

ไม่นาน ศรัณย์ถูกแขกคนอื่นเรียกไป เอนกจึงเดินดูงานตามลำพัง

แจกันของศรัณย์ถูกจัดวางเป็นกลุ่ม ๆ บางใบอยู่บนแท่นเตี้ย บางใบอยู่ในตู้กระจก บางใบยืนอยู่ตรงผนังมืดที่มีแสงตกลงมาเฉพาะส่วน

มันยังบิดเบี้ยว เอียง เปราะ และแปลก

แต่ไม่ใช่ความแปลกที่พยายามเรียกร้องความสนใจ

มันเหมือนบางสิ่งที่เคยถูกกดไว้ในดิน แล้วค่อย ๆ งอกขึ้นมาเอง

เอนกหยุดหน้าแจกันใบหนึ่ง

มันคือใบเดียวกับที่คุณปรเมศเคยหยุดมองในสตูดิโอ ตอนนี้มันอยู่ใต้แสงไฟ เงาของมันทอดลงบนแท่นสีขาวเป็นรูปทรงยาวคล้ายกิ่งไม้ในฤดูแล้ง

ป้ายเล็ก ๆ ข้างงานเขียนว่า

“ก่อนผลิดอก”

เอนกอ่านชื่อนั้นซ้ำ

ก่อนผลิดอก

เขามองแจกันอีกครั้ง

ตอนอยู่ในสตูดิโอ เขาเคยเห็นแต่มันบิดเบี้ยว

แต่ตอนนี้ เขาเห็นแรงกดในลำตัวของมัน เห็นความพยายามจะยืนทั้งที่ไม่สมดุล เห็นขอบปากที่เหมือนผ่านการสั่นไหว เห็นร่องรอยไฟที่ไม่ได้สม่ำเสมอ แต่กลับทำให้ผิวดินมีลมหายใจแผ่ว ๆ อยู่ข้างใน

บนผิวหยาบนั้น มีรอยนิ้วมือของศรัณย์ประทับอยู่จาง ๆ

ไม่ใช่รอยประดับ

เป็นรอยของการพยุงดินก้อนหนึ่งให้ลุกขึ้นยืนด้วยตัวมันเอง

แจกันใบนี้ไม่ได้บิดเบี้ยวเพราะมักง่าย

มันเอนเอียงเพราะกำลังโอบอุ้มพื้นที่ว่างไว้ภายใน

มันไม่เรียบร้อย

แต่มันซื่อตรง

มันไม่สมบูรณ์แบบ

แต่มันมีชีวิต

และสิ่งที่ทำให้เอนกเจ็บที่สุด คือเขารู้ทันทีว่างานใบนี้งดงามจริง ๆ

งดงามในแบบที่เขาทำไม่ได้

ไม่ใช่เพราะฝีมือเขาไม่พอ

แต่เพราะดินในมือของเขาไม่เคยได้พูดแบบนี้

วินาทีนั้น บางอย่างในใจเอนกค่อย ๆ คลี่คลาย

เขาไม่ได้ทุกข์เพราะศรัณย์ได้ดี

เขาไม่ได้อิจฉาแจกันใบนี้เพราะมันสวยกว่า

แต่อิจฉา… เพราะมันกล้าเป็นสิ่งที่มันเป็น

เอนกยืนอยู่หน้าแจกันนานมาก

มือของเขากำช่อดอกไม้แน่นจนกระดาษห่อยับ

ในใจ เสียงเดิมยังพยายามถามขึ้นมา

’แล้วฉันล่ะ?’

แต่คราวนี้ คำถามนั้นเบาลง

เบาจนเขาได้ยินเสียงอื่นแทน

”ไม่ใช่ต้นไม้ทุกต้นต้องออกดอกพร้อมกัน”

เอนกหลับตาลงชั่วครู่

เขาเห็นตัวเองตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นรอยยิ้มว่างเปล่า เห็นคำชมที่แห้งแล้ง เห็นเพื่อนที่ค่อย ๆ ถอยห่าง เห็นดินที่ถูกเขาบังคับให้เป็นสิ่งอื่น เห็นมือของตัวเองที่พยายามโกหกดิน

เมื่อเขาลืมตา ความอิจฉาไม่ได้หายไปทันที

มันยังอยู่

เหมือนเศษดินแห้งติดซอกเล็บ

แต่เขาไม่อยากปกป้องมันอีกแล้ว

ไม่อยากแต่งเรื่องให้มันดูฉลาด

ไม่อยากเหยียดงานของเพื่อนเพื่อให้ตัวเองยืนอยู่ได้

เขาหันไปมองศรัณย์ที่กำลังคุยกับแขกกลุ่มหนึ่ง มือของศรัณย์ยังทำท่าเหมือนกำลังปั้นดินกลางอากาศ อย่างที่ชอบทำเสมอ

เอนกเดินเข้าไปหา

ศรัณย์หันมาเห็นเขา สีหน้ามีความระวังเล็กน้อย

เอนกยื่นช่อดอกไม้ให้ใหม่ ทั้งที่ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้เหมือนเขาเพิ่งให้จริง ๆ

“งานสวยมาก”

ศรัณย์นิ่ง

เอนกพูดต่อ

“ฉันไม่ได้หมายถึงสวยแบบพูดตามมารยาทนะ”

เขาหายใจเข้า

“มันสวยจริง ๆ ว่ะศรัณย์”

ศรัณย์มองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายยังไม่กล้าเชื่อทันที

“ขอบใจ”

เอนกพยักหน้า

เขาอยากเอ่ยคำขอโทษ แต่รู้ดีว่ามันยังเร็วเกินไป คำขอโทษในตอนนี้อาจเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวที่อยากปัดความอึดอัดให้พ้นตัว เขาจึงเลือกที่จะเงียบ

เขาเพียงยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบา ๆ

สัมผัสนั้นธรรมดามาก

แต่ในความธรรมดานั้น ไม่มีกำแพงซ่อนอยู่

ไม่มีคำว่า “แล้วฉันล่ะ” แทรกอยู่ระหว่างฝ่ามือกับไหล่ของเพื่อนอีก

ศรัณย์มองเขา แล้วรอยยิ้มเก่าค่อย ๆ กลับมาทีละน้อย

“หลังงานจบ ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมไหม”

เอนกหัวเราะเบา ๆ

“ร้านที่ถ้วยบิ่นหมดทั้งร้านน่ะเหรอ”

“ใช่ เหมาะกับงานฉันดี”

“งั้นฉันจะเลือกถ้วยที่สมมาตรที่สุด”

ศรัณย์หัวเราะ

คราวนี้ เอนกหัวเราะตามอย่างจริงใจ

คืนนั้น หลังกลับถึงสตูดิโอ เอนกเปิดไฟแค่ดวงเดียวเหมือนเดิม

ชั้นวางยังเต็มไปด้วยแจกันของเขา แจกันที่เรียบร้อย สมมาตร และสงบ

เขาเดินไปหยิบไม้บรรทัดที่วางอยู่ข้างแป้นหมุน

ไม้บรรทัดอันนี้อยู่กับเขามานาน เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของมือ เขาใช้มันวัดความสูง ความกว้าง ความสมดุล และบางที อาจเผลอใช้มันวัดคุณค่าของตัวเองด้วย

เอนกมองมันอยู่ครู่หนึ่ง

แล้ววางลง

ไม่ได้โยนทิ้ง

ไม่ใช่ปฏิเสธมัน

เพียงแค่วางมันลงอย่างสงบ

เพราะไม้บรรทัดไม่ได้ผิด

ความประณีตก็ไม่ได้ผิด

ความสมมาตรก็ไม่ได้เป็นกรงขังเสมอไป

สิ่งที่ผิด คือการใช้มันตีตัวเอง

และใช้มันวัดค่าคนอื่น

เอนกหยิบดินก้อนใหม่ขึ้นมา

ดินเย็น นุ่ม หนัก และเงียบ

เขาวางมันลงบนแป้นหมุน กดฝ่ามือลงไปเบา ๆ

ครั้งนี้ เขาไม่ได้พยายามปั้นให้เหมือนศรัณย์

และไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่าเขาเหนือกว่าใคร

เขาเพียงฟัง

ฟังน้ำหนักของดิน

ฟังจังหวะของมือ

ฟังความเงียบของตัวเองที่เคยถูกเสียงเปรียบเทียบกลบไว้นานเกินไป

แป้นหมุนเริ่มหมุนช้า ๆ

ดินค่อย ๆ สูงขึ้น

รูปทรงที่เกิดขึ้นยังคงมีความเรียบร้อยแบบเอนก ปากแจกันยังกลม ฐานยังมั่นคง เส้นสายยังนิ่ง

แต่ในความนิ่งนั้น มีบางอย่างอ่อนลง

ไม่แข็งเหมือนเดิม

ไม่พยายามสมบูรณ์แบบจนหายใจไม่ออก

มันเหมือนต้นไม้ชนิดเดิม

เพียงแต่รากเริ่มคลายจากดินแข็ง ๆ

และยอมรับน้ำได้มากขึ้น

หลายเดือนต่อมา ศรัณย์กลับมาทำงานที่สตูดิโอบ่อยขึ้น

ทุกอย่างไม่ได้กลับไปเหมือนเดิมทันที ของที่เคยร้าวย่อมต้องใช้เวลาให้เนื้อในประสานกัน แต่พวกเขาเริ่มดื่มชาด้วยกันอีกครั้ง เริ่มเถียงกันเรื่องดิน เรื่องไฟ เรื่องสีเคลือบ

วันหนึ่ง ศรัณย์หยิบแจกันใบใหม่ของเอนกขึ้นมาดู

มันเป็นแจกันทรงสูง ผิวเรียบ สีขาวหม่น มีรอยกดบาง ๆ รอบลำตัว คล้ายวงปีของต้นไม้ที่แทบมองไม่เห็น ถ้ามองเร็ว ๆ มันเรียบมาก แต่ยิ่งมองนาน ยิ่งรู้สึกถึงความลึกของความสงบ

ศรัณย์หมุนมันในมือ

“ใบนี้ดี”

เอนกเลิกคิ้ว

“ดีแบบสุภาพ หรือดีจริง”

ศรัณย์ยิ้ม

“ดีจริง”

เอนกรับแจกันกลับมา มองงานของตัวเอง แล้วพบว่าเขาไม่ได้รอให้คำชมนี้ช่วยชีวิตเขาเหมือนเมื่อก่อน

มันเป็นเพียงคำชม

งดงาม

แต่ไม่ใช่ราก

เขาหันไปมองต้นไม้ข้างหน้าต่าง

ต้นไม้ในกระถางร้าวออกใบมากขึ้นแล้ว มันยังไม่ออกดอก แต่ไม่มีใครเร่งมัน ไม่มีใครถามว่าทำไมช้ากว่าต้นอื่น ไม่มีใครเอาดอกไม้ของใครมาเทียบกับกิ่งของมัน

มันเพียงเติบโต

อย่างเงียบ ๆ

ตามฤดูของมันเอง

ในตรอกหลังตลาดเก่า สตูดิโอเล็ก ๆ ยังคงอยู่ที่เดิม

ตอนเช้า กลิ่นข้าวแกงยังลอยเข้ามาทางหน้าต่าง ตอนบ่าย แสงแดดยังตกลงบนพื้นปูนเป็นริ้วบาง ๆ ตอนกลางคืน เตาเผายังหายใจช้า ๆ ในความมืด

บนชั้นวางด้านในสุด มีแจกันสองใบตั้งอยู่ข้างกัน

ใบหนึ่งบิดเบี้ยวเหมือนกิ่งไม้ที่ผ่านลมแรง

อีกใบสงบนิ่งเหมือนลำต้นที่หยั่งรากลึก

มันไม่เหมือนกันเลย

แต่เมื่อแสงเย็นตกกระทบผิวดินเผา เงาของทั้งสองใบกลับทอดลงบนพื้นเดียวกัน

ไม่แข่งกัน

ไม่บดบังกัน

เพียงแค่ตั้งอยู่ในความงามคนละแบบ

เอนกมองเงาเหล่านั้น แล้วหันกลับไปที่แป้นหมุนของตน

เขาเลิกถามโลกว่า “แล้วฉันล่ะ?” มานานแล้ว

สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้… มีแค่การรดน้ำต้นไม้ในกระถางของตัวเองต่อไป.

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา

อ่านนิทานใจเรื่องต่อไป

เสียงที่ไม่เคยมี

ดวงตาที่มองไม่เห็น

รอยเท้าเดียวกลางสายลม