Stories for the Heart, Short Stories & Reflections

เถ่าถ่านแห่งความหวัง

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

"ความร้อนซ่อนอยู่ในเถ้าที่ดูเย็น ความสว่างอยู่ในที่มืด และน้ำหวานอาจมีพิษร้าย"

หนึ่งพันปีหลังจากคืนที่พรอมิธีอุสขโมยไฟเทพ ชาวอารัคเนียเปลี่ยนไปมากมาย หุบเขาของพวกเขาอุดมด้วยโลหะแดงที่มีรอยสลักเป็นสายใย กองไฟโบราณถูกแทนที่ด้วยตะเกียงแก้วเรืองแสง ทุกครัวเรือนมีเตาถ่านพิเศษที่จุดเพียงครั้งเดียวแล้วลุกไหม้ตลอดกาล

ชาวอารัคเนียหาความสุขจากการจิบ "รุ่งอรุณแดง"—วารีสีแดงหวานฉ่ำที่ชวนให้ดื่มไม่หยุด ผู้ที่ดื่มก็จะรู้สึกอบอุ่น เต็มไปด้วยพลัง และมีความสุข แต่จะหิวมากขึ้น อยากกินมากขึ้น และก็อยากดื่ม "รุ่งอรุณแดง" มากขึ้นไปอีก

ไม่มีใครรู้ว่า "รุ่งอรุณแดง" มาจากไหน มีเพียงเรื่องเล่าว่า เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน มันถูกส่งมาเป็นของขวัญจากเทพผู้ไม่มีชื่อ ไม่มีใครสงสัยว่าของขวัญนี้อาจเป็นกลอุบายของซุสที่แค้นมนุษย์ที่ขโมยไฟของเขาไป

ในหมู่บ้านเคแซนเทรา ริมชายป่า ผู้คนกำลังเตรียมงานเทศกาลอัคคิราตรี—เทศกาลฉลองการหลอมโลหะและเปิดตัวรุ่นใหม่ของ "รุ่งอรุณแดง" ที่หวานกว่า เข้มข้นกว่า และเปี่ยมพลังกว่าเดิม

แมวดำกับความสงสัย

“เมลิลอา” อาศัยอยู่กับยายในกระท่อมขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากหมู่บ้าน กระท่อมมีกลิ่นสมุนไพรหอมฟุ้ง หลังคาปกคลุมด้วยพืชสีเขียวที่ออกดอกสีม่วงตลอดปี และบนหัวเสากระท่อมแกะสลักเป็นรูปแมวตาคม

เมลิลอามีลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไปในหมู่บ้าน เธอผอมบาง ผิวเข้ม ผมหยิกสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ดวงตาสีอำพันที่ดูคล้ายตาแมว และเธอไม่เคยลิ้มรส "รุ่งอรุณแดง" มาตั้งแต่เกิด เพราะยายไม่อนุญาต

"มันไม่ใช่ของที่คนเราควรดื่ม" ยายมักพูดประโยคนี้เสมอ "มันดึงพลังออกจากข้างในตัวเจ้า และใส่ความสุขปลอมๆ เข้าไปแทน"

วันหนึ่ง ขณะที่เมลิลอากำลังเก็บเห็ดในป่า เธอได้ยินเสียงกระซิบจากพุ่มไม้

"นั่นเด็กประหลาดที่ยายเป็นแม่มด!"

"เธอไม่เคยดื่มรุ่งอรุณแดงสักครั้ง น่าสงสาร"

"ดูสิ… รอยไหม้แปลกๆ บนแขนของเธอ เหมือนใยแมงมุม"

เธอหันไปมอง เห็นเด็กสามคนจากหมู่บ้านแอบดูเธออยู่ พวกเขาวิ่งหนีไปทันที เมลิลอามองดูแขนของตัวเอง มีรอยแดงคล้ายใยแมงมุมจริงๆ แต่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน

เมื่อเดินกลับบ้าน เธอพบแมวดำตัวใหญ่นั่งรออยู่หน้าประตู ดวงตาสีอำพันเหมือนของเธอจ้องมองนิ่ง

"เจ้าเป็นใคร?" เมลิลอาถาม

"เราพบกันเสมอ แต่เจ้าไม่เคยจำได้" แมวตอบ

เมลิลอาตกใจที่แมวพูดได้ แต่ที่แปลกกว่านั้นคือเธอไม่รู้สึกตกใจมากนัก ราวกับเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน "ทำไมฉันถึงไม่จำได้?"

"ถามยายของเจ้า" แมวกระโดดหายลับหลังบ้าน

เมลิลอาพบยายกำลังคั่วอะไรบางอย่างในกระทะเหล็ก กลิ่นหอมแปลกๆ ลอยมา

"คือว่า… หนูเจอแมวที่พูดได้ มันบอกว่าพวกเราเคยพบกันแล้ว แต่หนูไม่จำได้" เมลิลอาเอ่ยขึ้น

ยายชะงัก ใบหน้าซีดลง เธอรีบปิดกระทะและหันมา "เจ้าคุยกับ… แมวงั้นหรือ? แมวสีอะไร?"

"สีดำ ตาสีอำพัน เหมือนตาหนู"

มือของยายสั่นเล็กน้อย "นั่งลง ลูกรัก มีบางอย่างที่ยายควรเล่าให้ฟัง"

ความทรงจำที่ถูกเผา

ยายเล่าว่าเมลิลอาไม่ใช่ลูกหลานของเธอจริงๆ แต่เป็นเด็กที่เธอรับมาเลี้ยงเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เมลิลอายุเพียงสองขวบ ทั้งหมู่บ้านถูกโจมตีโดยกองกำลังลึกลับที่ไล่ตามล้างคนกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธการดื่ม "รุ่งอรุณแดง" พวกเขาเป็นกลุ่ม "ผู้พิทักษ์เปลวไฟ"

"พ่อแม่ของเจ้าถูกจับ ถูกบังคับให้ดื่ม ‘รุ่งอรุณแดง’ ปริมาณมาก" ยายเล่า น้ำตาคลอ "แต่ร่างกายพวกเขาปฏิเสธมัน ไข้ขึ้นสูง และในที่สุด… พวกเขาก็เสียชีวิต"

ยายบอกว่าเธอและชายชราอีกไม่กี่คนเป็นสมาชิกลับของกลุ่ม "ผู้พิทักษ์เปลวไฟ" พวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับ "รุ่งอรุณแดง"—มันคือสิ่งที่ซุสส่งมาเพื่อควบคุมมนุษย์ ดับไฟภายในที่พรอมิธีอุสมอบให้

"แล้วทำไมหนูถึงจำอะไรไม่ได้?" เมลิลอาถาม

ยายหยิบกระปุกไม้เล็กๆ จากชั้นวางของ เปิดให้ดู ข้างในเป็นผงสีเทาดำคล้ายเถ้าถ่าน

"นี่คือเถ้าถ่านจากกองไฟแรกที่พรอมิธีอุสมอบให้มนุษย์" ยายอธิบาย "มันถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ยายใช้มันปกป้องเจ้า โดยทำให้เจ้าลืมเรื่องแมว ลืมเรื่องพลังของตัวเอง จนกว่าเจ้าจะพร้อม"

เมลิลอามองผงสีเทาด้วยความสงสัย "แต่ทำยังไงถึงทำให้หนูลืม?"

"เถ้าถ่านสามารถดูดซับทั้งความร้อนและความทรงจำได้" ยายตอบ "รวมทั้งไฟภายในด้วย ยายไม่ได้ลบความทรงจำของเจ้า แต่เก็บมันไว้ในเถ้านี้"

"แล้วหนูจะเอาความทรงจำคืนมาได้ยังไง?"

"ด้วยการเผาไหม้" ยายตอบเรียบๆ "แต่เจ้ายังไม่พร้อม"

เทศกาลแห่งความหิว

วันเทศกาลอัคคิราตรีมาถึง ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยความคึกคัก ขบวนพาเหรด ระฆังเหล็กหล่อพิเศษถูกตีดังก้อง และเด็กๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกันด้วยความสนุกสนาน

กลางลานหมู่บ้าน หอคอยทองแดงพ่นน้ำทิพย์สีแดงวาว—สัญลักษณ์ของฤดูแห่งการยอมจำนน ชาวบ้านเข้าคิวยาวเพื่อรอชิม ใบหน้าทุกคนเปี่ยมด้วยความคาดหวัง ขณะที่เมลิลอายืนดูอยู่ห่างๆ สังเกตดวงตาของผู้ดื่มที่ดูเหม่อลอย ขัดกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า

"เธอไม่อยากลองบ้างเหรอ?" เสียงเด็กชายดังขึ้นข้างหลัง

เมลิลอาหันไปพบกับเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาดูผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่นๆ—ผอมแห้ง ผิวสีบรอนซ์ ดวงตาเฉียบคม ไม่เหม่อลอยเหมือนคนอื่น

"ฉันไม่คิดว่ามันดีกับฉัน" เมลิลอาตอบ

"ฉลาดมาก" เด็กชายพยักหน้า "ฉันชื่อรัคตอส ฉันเป็นเหมือนเธอ ไม่เคยดื่มของนั่น"

ทั้งสองคุยกันราวกับรู้จักกันมานาน รัคตอสเป็นลูกชายช่างตีเหล็ก สีตาของเขามีประกายแปลกตา—ราวกับเปลวไฟกำลังลุกไหม้อยู่ภายใน

"เคยสังเกตไหม" เขากระซิบ "คนดื่มแล้วยิ้มด้วยปาก แต่ดวงตาพวกเขากลับดับสนิท"

"ยายฉันบอกว่ามันดึงพลังจากข้างใน" เมลิลอาตอบ "แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ"

ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน เสียงกลองดังกึกก้องทั่วหมู่บ้าน ขบวนพิเศษกำลังเคลื่อนเข้ามา—ผู้นำขบวนคือคนสวมผ้าคลุมสีทองอร่าม ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากรูปเทพซุส

"คนนั้นคือใคร?" เมลิลอาถาม

"เขาเรียกตัวเองว่า ‘ทูตจากวิหารแห่งแสง’—เขาเป็นคนนำ ‘รุ่งอรุณแดง’ มาให้เรา" รัคตอสตอบ สีหน้าไม่สบายใจ "เขาเพิ่งมาถึงพร้อมกับการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่—เขาให้ ‘รุ่งอรุณแดง’ แก่เรา แลกกับเด็กๆ จากหมู่บ้านที่มีพรสวรรค์พิเศษ เพื่อไปเรียนที่วิหาร"

"แลกเปลี่ยน? แต่นั่นฟังดูเหมือนการซื้อขายเด็ก!"

"ใช่ แต่ทุกคนยินดี เพราะพวกเขาเชื่อว่าวิหารให้โอกาสที่ดีกว่า" รัคตอสกระซิบ "ปีนี้ฉันถูกเลือก"

เมลิลอาตกใจ "แล้วเธอจะไปหรือ?"

"ไม่มีทางเลือก พ่อของฉันเป็นหนี้บุญคุณทูตสวรรค์ เพราะช่วยรักษาแม่ฉันเมื่อปีที่แล้ว"

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากกลุ่มคน เด็กหญิงคนหนึ่งล้มลงชักกระตุก มีฟองขาวๆ ฟูมปาก ผู้คนวิ่งวุ่น ทูตสวรรค์รีบเข้าไปดู

"เกิดอะไรขึ้น?" เมลิลอาถาม

"อาการแพ้ ‘รุ่งอรุณแดง’" รัคตอสตอบ "นานๆ จะเกิดที บางคนร่างกายปฏิเสธมัน"

เมลิลอาเห็นทูตสวรรค์หยิบขวดเล็กๆ ออกมา บรรจุของเหลวใสๆ ให้เด็กหญิงดื่ม อาการชักค่อยๆ สงบลง แต่เด็กหญิงนอนนิ่งไม่ได้สติ เธอถูกหามไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง

"เขาพาเธอไปไหน?"

"ไม่รู้ แต่เกิดเรื่องแบบนี้ทุกปี คนป่วยจะหายไป" รัคตอสตอบ สีหน้าเคร่งเครียด "ทูตสวรรค์บอกว่าพาไปรักษาที่วิหาร แต่ไม่เคยมีใครกลับมา"

เมลิลอารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านของเรา…"

เถ้าถ่านกับการเสี่ยง

เมื่อกลับถึงบ้าน เมลิลอาพบยายนอนป่วยบนเตียง ใบหน้าซีด เหงื่อท่วม

"ยาย! เกิดอะไรขึ้น?" เมลิลอาวิ่งเข้าไปประคอง

"ทูตสวรรค์… เขารู้… ว่ายายเป็นใคร" ยายพูดเสียงแผ่ว "เขาวางยาพิษ… ในน้ำดื่ม… ตอนยายไม่ระวัง"

"หนูต้องพาไปหาหมอ!"

"ไม่… ไม่มีเวลาแล้ว… ยายต้องบอกความจริงกับหลาน…" ยายยื่นกระปุกเถ้าถ่านให้ "นี่คือความทรงจำของหลาน… และความลับของ ‘รุ่งอรุณแดง’…"

เมลิลอารับกระปุกมาด้วยมือสั่น "หนูต้องทำยังไง?"

"เผาตัวเจ้าเอง…" ยายกระซิบ

"อะไรนะ? แต่นั่นมัน…"

"ไม่ใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นไฟภายใน…" ยายอธิบายเสียงแผ่ว "เจ้าต้องไม่กินอาหารหนึ่งวันเต็ม… แล้วผสมเถ้านี้กับน้ำบริสุทธิ์… ดื่มตอนพระจันทร์เต็มดวง…"

"แล้วหนูจะจำทุกอย่างได้?"

"อาจจะ… หรืออาจตาย…" ยายตอบตรงๆ "มันเสี่ยง… ไม่เคยมีเด็กทำสำเร็จ… แต่ไม่มีทางเลือกอื่น… หลานต้องรู้ความจริง… เพื่อช่วยเพื่อนของหลาน…"

"เพื่อน? รัคตอสเหรอ?"

ยายพยักหน้า "เขาเป็นบุตรของ… แมว…"

ก่อนที่ยายจะอธิบายต่อ ร่างของเธอก็กระตุก แล้วนิ่งสนิท ดวงตาปิดลง เมลิลอาร้องไห้โฮ ขณะที่ยายสิ้นลมในอ้อมแขนของเธอ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดเมลิลอาไม่อาจรู้ได้ เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอพบแมวดำนั่งมองเธออยู่ที่หน้าต่าง

"เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะรู้ว่าเจ้าเป็นใคร?" แมวถาม

"ฉันควรเชื่อแกหรือ?" เมลิลอาถาม น้ำตาไหลอาบแก้ม

"เชื่อหรือไม่เชื่อ ยายของเจ้าก็ตายเพื่อปกป้องความลับแล้ว" แมวตอบ "แต่สำหรับคำถามของเจ้า ไม่ต้องเชื่อข้า ให้เชื่อในตัวเจ้าเอง…"

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เมลิลอาหันไปมอง เมื่อหันกลับมา แมวก็หายไปแล้ว

เธอลังเลก่อนจะเปิดประตู—รัคตอสยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าตื่นตระหนก

"ทูตสวรรค์กำลังตามหาเธอ!" เขากระซิบ "เขาบอกว่าเธอและยายเป็นภัยต่อหมู่บ้าน!"

"ยายตายแล้ว…" เมลิลอาพูดเสียงสั่น

รัคตอสตกใจ "ฉัน… เสียใจด้วย แต่เราต้องไปจากที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะมา"

"ไปที่ไหน?"

"ฉันเจอทางลับไปยังวิหารแห่งแสง ฉันอยากรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการตัวฉัน และเด็กคนอื่นๆ"

เมลิลอาลังเล แต่ไม่มีทางเลือกอื่น เธอคว้ากระปุกเถ้าถ่าน ห่อขนมปังแห้งและเนยแข็งใส่ย่าม แล้วออกจากบ้านไปกับรัคตอส

พื้นที่ระหว่างเปลวไฟกับน้ำ

พวกเขาเดินทางผ่านป่าลึกตลอดคืน รัคตอสนำทางด้วยความมั่นใจแปลกประหลาด ราวกับเดินทางเส้นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เขาบอกว่าไม่เคยมาเลย

"เรากินอะไรกันดีกว่า" รัคตอสเสนอเมื่อพวกเขาพักระหว่างทาง "เธอเอาอะไรมาบ้าง?"

เมลิลอานึกถึงคำสั่งของยาย—ต้องอดอาหารหนึ่งวันเต็ม "ฉัน… ยังไม่หิว เธอกินก่อนเถอะ"

รัคตอสดูสงสัย แต่ไม่ซักไซ้ เขากินขนมปังกับเนยแข็งที่เมลิลอาเอามาอย่างเอร็ดอร่อย

พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างผ่านยอดไม้ เมลิลอานึกถึงคำสั่งของยายอีกครั้ง—ต้องผสมเถ้าถ่านกับน้ำบริสุทธิ์และดื่มตอนพระจันทร์เต็มดวง

เมื่อรัคตอสหลับไปแล้ว เมลิลอาย่องออกไปยังลำธารใกล้ๆ ที่น้ำใสสะอาด เธอรินน้ำในถ้วยไม้ แล้วค่อยๆ เทผงเถ้าถ่านลงไป

ผงเถ้าถ่านละลายในน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท มีประกายวิบวับคล้ายดวงดาวในท้องฟ้า เมลิลอากดข่มความกลัว คิดถึงยายที่เพิ่งจากไป แล้วยกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

รสชาติประหลาด—ทั้งขมและหวาน เย็นและร้อน ในเวลาเดียวกัน เหมือนดื่มทั้งน้ำแข็งและลาวาพร้อมกัน ความรู้สึกแรกคือการสำลัก เธอไอรุนแรง ตัวสั่นระริก มือเท้าเย็นเฉียบ แต่ร่างกายภายในร้อนระอุ

เมลิลอาล้มลงกับพื้น ตัวงอ เหงื่อไหลโชก ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ความมืดโอบล้อม เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย… แต่จู่ๆ ก็มีแสงสว่างลอดผ่านความมืด และภาพต่างๆ ก็ปรากฏชัด

กองไฟในหัวใจ… รอยไหม้ที่ไม่เจ็บปวด… และแมวที่เป็นมากกว่าแมว…

ความจริงแทงทะลุความมืด เธอไม่ใช่เพียงเด็กกำพร้า แต่เป็นทายาทของหัวหน้า "ผู้พิทักษ์เปลวไฟ" — ผู้ครอบครองความลับสุดท้ายของพรอมิธีอุส ชะตากรรมของการเป็นศัตรูกับวิหารแห่งแสงที่แอบอ้างนามเทพเจ้า

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ—แมวดำตัวนั้นคือพ่อของรัคตอส ผู้เป็นมนุษย์กึ่งเทพ สามารถเปลี่ยนร่างได้ เขาเป็นสายลับที่แฝงตัวในวิหารแห่งแสงมาหลายสิบปี และรัคตอสคือลูกที่เกิดจากเขากับมนุษย์ธรรมดา—มารดาของรัคตอสที่ล้มป่วย

ที่สำคัญกว่านั้น เมลิลอาค้นพบว่ารอยไหม้รูปใยแมงมุมบนแขนของเธอไม่ใช่รอยสัก แต่เป็นสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นเองจากไฟภายใน—ไฟของเธอเชื่อมโยงกับไฟแรกเริ่มของพรอมิธีอุสโดยตรง ทำให้เธอมีพลังพิเศษที่คนอื่นไม่มี

"เมลิลอา?" เสียงรัคตอสดังขึ้น เขากำลังยืนอยู่เหนือร่างของเธอ สีหน้าตื่นตระหนก "เธอเป็นอะไรไป?"

เมลิลอาค่อยๆ ลืมตา รู้สึกเหมือนผ่านไปหลายชั่วโมง แต่ความจริงอาจเพียงไม่กี่นาที เธอจ้องมองรัคตอสด้วยสายตาใหม่—เธอสามารถเห็นเส้นใยแสงสีส้มอ่อนเรืองรองใต้ผิวของเขา

"ฉัน… รู้แล้วว่าพ่อของนายเป็นใคร" เมลิลอาพูดเสียงแหบ

รัคตอสตกใจ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "เธอรู้ได้ยังไง?"

"ฉันเพิ่งดื่มเถ้าถ่าน… ได้ความทรงจำกลับคืนมา" เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง "นายรู้ไหมว่าพ่อของนายเป็นอะไร? เป็น… แมว?"

รัคตอสนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้า "พ่อบอกว่าอย่าบอกใคร เขาคือเหล่า ‘บาสต์’ เผ่าพันธุ์โบราณที่สืบเชื้อสายจากไททัน"

"แล้วฉันล่ะ?" เมลิลอาถาม "ฉันเป็นอะไร?"

"ฉันไม่รู้" รัคตอสส่ายหน้า "แต่พ่อเคยเล่าว่า มีเด็กพิเศษที่ย้ายมาอยู่กับหมอยา… ฉันคิดว่านั่นคือเธอ"

เมลิลอาเล่าสิ่งที่เธอได้รู้จากความทรงจำให้รัคตอสฟัง และพวกเขาตกลงที่จะเดินทางไปยังวิหารแห่งแสงด้วยกัน—รัคตอสเพื่อตามหาพ่อที่แฝงตัวอยู่ที่นั่น เมลิลอาเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับ "รุ่งอรุณแดง" และเหตุผลที่วิหารต้องการเด็กพิเศษ

วิหารแห่งแสง

หลังเดินทางอีกสองวัน พวกเขามาถึงวิหารแห่งแสง—อาคารสูงใหญ่สีขาววาววับบนยอดเขา ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง มีทหารยามประจำการทั่ว

"เราจะเข้าไปได้ยังไง?" เมลิลอาถาม ขณะที่พวกเขาแอบดูอยู่จากป่าริมเขา

"ฉันถูกเลือกให้มาที่นี่ จำได้ไหม?" รัคตอสยิ้ม "ฉันเข้าไปได้ทางประตูหน้า แต่เธอล่ะ?"

เมลิลอาคิดสักครู่ "ฉันคงต้องหาทางเข้าอื่น… คงมีทางลับเข้าออกสำหรับพ่อของนาย"

พวกเขาสังเกตการณ์วิหารตลอดทั้งวัน จนเห็นช่องทางเล็กๆ ด้านหลัง ที่คนงานขนขยะออกมาทิ้ง พวกเขาวางแผนว่ารัคตอสจะเข้าไปทางด้านหน้าตามปกติ ส่วนเมลิลอาจะแอบเข้าไปทางช่องขยะในตอนกลางคืน และพบกันที่ลานกลางวิหาร

แต่ก่อนแยกย้าย เมลิลอาบอกรัคตอสสิ่งหนึ่ง: "ฉันสังเกตว่าตอนนี้ฉันรู้สึกหิวน้อยลงมาก เหมือนตอนดื่มเถ้าถ่าน ไฟภายในของฉันถูกปลุก มันคงกำลังเผาไขมันในร่างกายแทนการกินอาหาร"

รัคตอสมองเธอด้วยความสนใจ "นั่นคือสิ่งที่พ่อฉันพยายามค้นหาในวิหารนี้… วิธีที่จะปลุกไฟภายในของมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง"

"และเราจะค้นหาไปด้วยกัน" เมลิลอายิ้ม

คืนนั้น เมลิลอาลอบเข้ามาในวิหารได้สำเร็จ ขณะที่รัคตอสถูกนำตัวไปยังห้องพิเศษสำหรับเด็กใหม่ เมลิลอาแอบสำรวจตามโถงทางเดิน จนพบห้องทดลองลับใต้ดิน

สิ่งที่เธอพบทำให้เธอผงะด้วยความตกใจ—ในห้องนั้นมีเด็กหลายคนถูกล่ามโซ่อยู่กับเตียง แต่ละคนมีท่อสีแดงต่อเข้ากับแขน ท่อเหล่านั้นนำของเหลวสีแดง "รุ่งอรุณแดง" ไหลออกจากร่างของพวกเขา ไม่ใช่เข้าไป!

เธอได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากห้องถัดไป

"การทดลองเป็นไปด้วยดี ท่านเทพ" เสียงชายคนหนึ่งพูด "เด็กกลุ่มนี้ผลิต ‘รุ่งอรุณแดง’ ได้มากกว่ากลุ่มก่อนถึงสามเท่า"

"ดี" เสียงทุ้มตอบกลับมา "แต่เรายังต้องการเด็กพิเศษคนนั้น… เด็กหญิงที่มีไฟภายในดั้งเดิม"

เมลิลอาตัวสั่น ‘รุ่งอรุณแดง’ ไม่ใช่เครื่องดื่มวิเศษที่วิหารผลิตให้คนดื่ม แต่มันคือของเหลวที่ถูกสกัดจากร่างกายเด็กพิเศษบางคน! และพวกเขากำลังตามหาเธอ…

ขณะกำลังจะถอยออกมา เธอรู้สึกถึงมือหนักๆ แตะบ่า

"ในที่สุดก็มาเองซะแล้ว" เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง

เมลิลอาหันกลับไปเผชิญหน้ากับชายร่างใหญ่ในชุดคลุมทอง สวมหน้ากากรูปเทพซุส—ทูตสวรรค์จากวิหารแห่งแสง เขายื่นมือออกมาคว้าตัวเธอ แต่เมลิลอาหลบได้ทัน

"ไฟทุกอย่างต้องการเชื้อเพลิง" ชายในหน้ากากพูดเสียงกระซิบ "ไฟของเทพเจ้าเผาไหม้ใจของเด็ก… ไฟของพรอมิธีอุสเผาไหม้ศรัทธา… เจ้าต้องเลือกไฟที่ให้ชีวิต หรือไฟที่ให้ความสุข มนุษย์อยู่รอดโดยการเลือกที่ฉลาด"

เมลิลอาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่มองผ่านหน้ากาก "แล้วไฟในตัวเด็กพวกนั้น?"

ชายในหน้ากากโน้มตัวมาใกล้ "ผู้ให้ย่อมได้รับ" เขากระซิบ รอยยิ้มที่เคลือบแฝง "เมื่อโลกนี้เป็นของซุส เขาเพียงเอาคืนสิ่งที่ถูกขโมยไป"

ขณะที่ทูตสวรรค์กำลังพูด เงาดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้านหลังเขา—แมวดำขนาดใหญ่กระโจนใส่ศีรษะ กัดหน้ากากซุสแตกออก เผยให้เห็นใบหน้าของมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ

"พ่อ!" เสียงรัคตอสดังมาจากมุมห้อง เขากำลังปลดล็อกให้เด็กๆ ที่ถูกล่ามโซ่

แมวดำกระโดดลงมา เปลี่ยนร่างเป็นชายร่างสูงผอม ดวงตาสีอำพันเหมือนรัคตอสและเมลิลอา

"ข้าตามหาเจ้ามานาน" ชายร่างสูงพูดกับเมลิลอา "ลูกสาวของผู้นำผู้พิทักษ์เปลวไฟ เรารู้ว่าเจ้าเป็นความหวังสุดท้าย"

"ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าทำลายงานของซุส!" ทูตสวรรค์ตะโกน พุ่งเข้าใส่เมลิลอา

แต่ทันใดนั้น รอยไหม้รูปใยแมงมุมบนแขนของเมลิลอาก็เรืองแสงสีส้ม ไฟลุกโชนขึ้นรอบตัวเธอ ไม่เผาไหม้เธอ แต่ลุกลามไปตามพื้น กำแพง เพดาน อย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังโถงเก็บ "รุ่งอรุณแดง"

เสียงระเบิดดังสนั่นทั่ววิหาร ไฟลุกท่วมไปทั่ว แต่ไม่แตะต้องเด็กๆ ที่ถูกล่ามโซ่ หรือเมลิลอา รัคตอส และพ่อของเขา มีเพียงทูตสวรรค์ที่วิ่งหนีออกไปท่ามกลางเปลวเพลิง

"เราต้องพาเด็กพวกนี้ออกไปจากที่นี่" พ่อของรัคตอสบอก

ท่ามกลางความวุ่นวาย พวกเขาพาเด็กๆ หลบหนีออกจากวิหาร ขณะที่ไฟลุกไหม้ทำลายทั้งวิหารและ "รุ่งอรุณแดง" ทั้งหมด

ความหวังที่ลุกไหม้

หลายเดือนหลังเหตุการณ์ที่วิหาร หมู่บ้านใหม่ถูกก่อตั้งขึ้นในหุบเขาลับ เมลิลอา รัคตอส เด็กๆ ที่ถูกช่วยออกมา และชาวบ้านบางส่วนที่ตัดสินใจทิ้ง "รุ่งอรุณแดง" มาอยู่ที่นี่

พ่อของรัคตอสกลายเป็นผู้นำของ "ผู้พิทักษ์เปลวไฟ" คนใหม่ เขาสอนทุกคนเกี่ยวกับไฟภายในที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

ส่วนเมลิลอาค้นพบว่าเถ้าถ่านโบราณไม่ได้หมดไปพร้อมกับการเผาไหม้ของวิหาร แต่กลับงอกเงยขึ้นมาใหม่—เถ้าถ่านของกองไฟที่ไหม้วิหารแห่งแสงคือเถ้าถ่านรุ่นใหม่ ที่สามารถใช้ปลุกไฟภายในได้เช่นกัน เธอจึงรวบรวมและเก็บรักษาไว้

ตามบ้านเรือนในหมู่บ้านใหม่ มีกฎข้อหนึ่ง—ไม่มีการกินอาหารตลอดทั้งวัน ทุกคนกินเพียงมื้อเดียว เพื่อรักษาไฟภายในให้ลุกโชน และเวลาที่เหลือจากการไม่ต้องทำงานหนักเพื่อซื้อหาอาหาร ถูกใช้ไปในการเรียนรู้และพัฒนาจิตใจแทน

เมื่อข่าวเล่าลือเรื่องไฟที่เผาทำลายวิหารแห่งแสงแพร่สะพัดไป เหล่า "ผู้พิทักษ์เปลวไฟ" ที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วดินแดนต่างทยอยเดินทางมา พวกเขานำความรู้เก่าและของเหล่านั้นติดตัวมาด้วย—หนังสือโบราณ สมุนไพรหายาก และเรื่องเล่าจากดินแดนไกล ทำให้หมู่บ้านเล็กๆ เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้เก่าแก่ที่ถูกลืม

ในวันชนฤดู ชาวบ้านจุดกองไฟใหญ่กลางลานหมู่บ้าน แต่ไม่ใช่เพื่อเผาผลาญสิ่งของ—กลับกลายเป็นพิธีมอบเถ้าถ่านแก่คนแปลกหน้าที่เดินทางมาไกลเพื่อแสวงหา

กระซิบกันว่า ในเทศกาลพรอมิธีอุส ผู้นำจากเมืองใหญ่ห่างไกลปลอมตัวเป็นขอทานเดินเข้ามา พวกเขาไม่ได้มาขอน้ำ แต่มาขอเถ้าถ่าน เพราะเมืองของพวกเขาเริ่มทุกข์ทนจากความอ้วนและความยากจนที่ถาโถมพร้อมกัน

ในปีที่สาม จักรวรรดิใหญ่ส่งทูตระดับสูงมาด้วยข้อเสนอเป็นพันธมิตร แต่เมลิลอาปฏิเสธด้วยถ้อยคำเรียบง่าย: "เราไม่แลกเปลี่ยนเถ้าถ่านกับอำนาจ… แต่แบ่งปันมันกับผู้หิวกระหาย" ที่น่าประหลาดคือ แม้กระทั่งจักรพรรดิยังแอบเสด็จมาในคืนหนึ่ง เพื่อดื่มน้ำสีดำแห่งการยอมรับความจริง

และในป่าลึกของดินแดนอารัคเนีย มีเรื่องเล่าว่า หากคุณโชคดีพอในคืนเดือนเต็ม คุณอาจพบเด็กหญิงผมดำตัดสั้น ดวงตาสีอำพัน นั่งอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ กับแมวดำตัวใหญ่ เธอมักจะเชิญผู้หลงทางร่วมวงสนทนาพร้อมถ้วยน้ำดำประกายดาว

แต่ระวัง—เพราะเธอจะบอกคุณเพียงความจริงในเรื่องของไฟ และความจริงของไฟนั้นอาจเผาไหม้ทุกสิ่ง… รวมถึงความเชื่อเก่าๆ ของคุณด้วย

ไม่ว่าใครจะเชื่อเรื่องเล่าเหล่านี้หรือไม่ กองไฟเล็กๆ ก็ยังคงลุกไหม้ทั่วดินแดน เป็นแสงนำทางให้แก่ผู้ที่เหนื่อยล้าจากความหิวโหยอันไม่รู้จบ เพราะบางครั้ง มนุษย์อาจไม่ได้ต้องการกินมากเท่ากับต้องการจุดไฟภายในขึ้นมาอีกครั้ง

สำหรับเด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งใหม่ ทุกคืนก่อนนอน พวกเขาร้องบทกลอนที่เมลิลอาแต่งขึ้น:

"ความร้อนซ่อนอยู่ในเถ้าที่ดูเย็น

ความสว่างอยู่ในที่มืด

และน้ำหวานอาจมีพิษร้าย

แต่ไฟที่แท้จริงไม่เคยดับ

ตราบใดที่มนุษย์ยังจำได้

ว่าตัวเองเป็นใคร"

และทุกครั้งเมื่อบทกลอนจบลง เด็กๆ ทุกคนจะเหยียดมือขวาออก คว่ำฝ่ามือลง ปล่อยให้เปลวไฟเล็กๆ ลุกจากปลายนิ้ว ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เกิดเป็นแสงสว่างนับร้อยดวงลอยสู่ดวงดาว—ปรากฏการณ์ที่ผู้เดินทางไกลเรียกขานว่า "การหายใจของพรอมิธีอุส" ความหวังใหม่สำหรับโลกที่กำลังสูญเสียไฟภายในไปทีละน้อย

นิทานใจ NithanJai

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา