Stories for the Heart, Short Stories & Reflections

บัลลังก์แห่งการพิพากษา

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

ณ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวระหว่างขุนเขาสูง มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่าสุนทร วันหนึ่งเขายืนนิ่งอยู่ริมธารน้ำ มองดูร่างไร้วิญญาณของชายชราผู้ใจบุญที่ช่วยเหลือผู้คนมาตลอดชีวิต แต่กลับต้องจบชีวิตด้วยอุบัติเหตุอันโหดร้าย ไม่ไกลจากตรงนั้น บุตรชายของเศรษฐีผู้เห็นแก่ตัวกลับนั่งดื่มสุราเฮฮา แม้เพิ่งถูกจับได้ว่าฉ้อโกงชาวบ้าน แต่ก็ถูกปล่อยตัวเพราะบิดามีอิทธิพล

"กฎแห่งกรรมมีจริงหรือ?" สุนทรครุ่นคิด "หรือเป็นเพียงเรื่องที่คนโบราณแต่งขึ้นเพื่อปลอบประโลมคนทุกข์ยาก?"

เมื่อกลับถึงบ้าน สุนทรเล่าความสงสัยให้ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านฟัง ดวงตาฉายแววเจ็บปวดและสับสน "ทำไมคนดีต้องตายอย่างน่าอนาถ ในขณะที่คนชั่วยังคงสุขสบาย? ถ้ากรรมมีจริง ทำไมผลจึงไม่ตรงกับที่เราเห็น?"

ผู้เฒ่ามองสุนทรด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา แต่แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำ "สุนทร เจ้าเคยมองน้ำในสระยามที่มีลมพัดไหม?"

"เคยสิขอรับ" สุนทรตอบอย่างสงสัย

"เจ้าเห็นเงาสะท้อนของตัวเองชัดเจนหรือไม่ในยามนั้น?"

"ไม่ชัดเจนขอรับ เงาบิดเบี้ยวไปตามคลื่นน้ำ"

ผู้เฒ่าพยักหน้า "มันเป็นเช่นนั้นเอง ฉันจะมอบภารกิจให้เจ้า เดินทางขึ้นไปบนยอดเขามังกรขาว ที่นั่นมีผู้รู้อาศัยอยู่ ให้เจ้าไปขอบัลลังก์แห่งสายลมจากท่าน บัลลังก์นี้จะช่วยให้เจ้าเข้าใจกฎแห่งกรรมที่เจ้าสงสัย"

"บัลลังก์แห่งสายลม?" สุนทรถาม "มันคืออะไรหรือขอรับ?"

"เจ้าต้องค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง" ผู้เฒ่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มลึกลับ

สุนทรออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เขาผ่านทุ่งหญ้ากว้าง ลำธารใสเย็น และป่าไม้ทึบ จนถึงเชิงเขามังกรขาว ระหว่างทาง เขาได้พบกับพ่อค้าร่ำรวยผู้หนึ่งกำลังเฆี่ยนตีลูกน้องอย่างโหดร้าย สุนทรสะท้อนใจ คิดในใจว่าเหตุใดคนชั่วช้าเช่นนี้จึงยังมั่งคั่ง

เมื่อสุนทรปีนขึ้นไปบนภูเขาได้ครึ่งทาง เขาพบกับชายชราท่าทางมีเมตตากำลังเก็บสมุนไพร ชายชราเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยปัญญา

"ท่านคือผู้รู้ที่อาศัยบนยอดเขามังกรขาวใช่ไหมขอรับ?" สุนทรถาม

ชายชรายิ้ม "ฉันเป็นเพียงคนเก็บสมุนไพร ผู้รู้ที่เจ้าตามหาอยู่บนยอดเขา"

สุนทรจึงเล่าเรื่องการเดินทางของเขา รวมถึงพ่อค้าใจร้ายที่เขาพบระหว่างทาง "ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนเช่นนั้นจึงยังร่ำรวยสุขสบาย หากกฎแห่งกรรมมีจริง"

คนเก็บสมุนไพรหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ สองเมล็ดขึ้นมา "เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกหว่านลงดินพร้อมกัน แต่เจ้าไม่อาจคาดเดาได้ว่าเมล็ดไหนจะงอกก่อน เพราะเจ้าไม่เห็นรากที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน เจ้าไม่รู้ว่าเมล็ดไหนอาจถูกหว่านไว้ก่อนนานแสนนาน ไม่รู้ว่าเมล็ดไหนได้รับน้ำมากกว่า"

ชายชรามองลึกเข้าไปในดวงตาของสุนทร "แล้วเจ้าล่ะ เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เหตุใดเจ้าจึงควรได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต? เหตุใดเจ้าจึงเชื่อว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามที่เจ้าเห็นว่ายุติธรรม? เจ้าอาจจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยหว่านเมล็ดพันธุ์เช่นไรไว้ในอดีต"

สุนทรใคร่ครวญคำพูดของชายชรา ก่อนกล่าวลาและเดินทางต่อไป ใจหนึ่งขุ่นเคืองที่ถูกตั้งคำถามกลับ อีกใจหนึ่งเริ่มฉุกคิดว่าบางทีเขาอาจมองเห็นเพียงบางส่วนของภาพใหญ่

เมื่อเขาปีนต่อไปอีกระยะ เขาพบกับหญิงชรากำลังนั่งทอผ้าอยู่ริมผา หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้ม

"ท่านคือผู้รู้ที่อาศัยบนยอดเขามังกรขาวใช่ไหมขอรับ?" สุนทรถามอีกครั้ง

"ฉันเป็นเพียงคนทอผ้า ผู้รู้ที่เจ้าตามหาอยู่บนยอดเขา" หญิงชราตอบ

สุนทรเล่าเรื่องการเดินทางและความสงสัยของเขา หญิงชราฟังอย่างตั้งใจ ก่อนชี้ให้เขาดูผืนผ้าที่นางกำลังทอ

"ดูผืนผ้านี้สิ" นางชี้ไปที่เส้นด้ายสีแดงที่สอดประสานกับด้ายหลากสี "จากด้านนี้ เจ้าเห็นลายดอกไม้งดงาม แต่หากกลับด้าน เจ้าจะเห็นแต่เส้นด้ายสลับกันไปมาอย่างไร้ระเบียบ เช่นเดียวกับกรรม จากมุมมองอันจำกัดของมนุษย์ เราเห็นเพียงเศษเสี้ยวของลายผ้าอันสมบูรณ์"

หญิงชราหยุดทอผ้าชั่วครู่ แล้วมองสุนทรด้วยสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและเฉียบคม "เจ้ารู้สึกโกรธเมื่อเห็นคนชั่วได้ดีมีสุข แต่เจ้าเคยรู้สึกโกรธตัวเองเมื่อเจ้าทำผิดแล้วไม่ได้รับผลร้ายทันทีบ้างไหม? หรือเจ้าเพียงพึงพอใจกับความไม่ยุติธรรมที่เป็นคุณกับตัวเอง?"

สุนทรไตร่ตรองคำพูดของหญิงชรา คำถามนั้นแทงใจดำเขา เพราะเขาเองก็เคยทำผิดหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับผลร้ายใดๆ เขาเริ่มสังเกตว่าตัวเองมักจะยกโทษให้ตนเองง่ายๆ แต่กลับเข้มงวดกับผู้อื่น

…

เมื่อถึงยอดเขา สุนทรพบกับหมอกขาวโพลน แทบมองไม่เห็นสิ่งใด เขาเดินไปเรื่อยๆ จนพบกับทะเลสาบเล็กๆ น้ำใสจนเห็นก้นทะเลสาบ แต่ไม่พบเห็นผู้ใด

"ข้าคือผู้รู้ที่เจ้าตามหา" เสียงก้องดังขึ้นรอบกาย สุนทรมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร

"แต่ท่านอยู่ที่ไหน? ข้าต้องการบัลลังก์แห่งสายลม" สุนทรกล่าว

"จงมองลงไปในทะเลสาบ" เสียงตอบ

สุนทรก้มลงมองผิวน้ำ เห็นเงาสะท้อนของตัวเองชัดเจน แต่แล้วสายลมก็พัดผ่าน ทำให้ผิวน้ำกระเพื่อม ภาพสะท้อนของเขาบิดเบี้ยวไป

"นี่คือบัลลังก์แห่งสายลมที่เจ้าตามหา" เสียงกล่าว

สุนทรมุ่นคิ้ว "ข้าไม่เข้าใจ ทะเลสาบนี้คือบัลลังก์แห่งสายลมหรือ?"

"ใช่ จงมองให้ลึกลงไป"

เมื่อสุนทรมองลงไปอีกครั้ง เขาเห็นภาพตัวเขาเองนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงใหญ่ ตัดสินพิพากษาผู้คนมากมาย แต่ทุกครั้งที่เขาตัดสิน สายลมก็พัดแรงขึ้น ทำให้ผิวน้ำกระเพื่อมและภาพบิดเบี้ยวไปจนมองไม่เห็นความจริง

"ทุกครั้งที่เจ้าพิพากษา จิตใจเจ้าก็เหมือนผืนน้ำที่ถูกสายลมพัดกระเพื่อม" เสียงกล่าว "ยิ่งพิพากษา ยิ่งกระเพื่อม ยิ่งเห็นความจริงบิดเบี้ยว"

"แต่ใครจะพิพากษาความชั่วร้ายในโลกนี้ หากไม่ใช่ผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมเช่นข้า?" สุนทรถาม น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจในศีลธรรมของตน

"เจ้ามั่นใจหรือว่าตนเองเห็นความจริงทั้งหมด?" เสียงถาม "เจ้ามองเพียงเสี้ยวเดียวของชีวิตผู้อื่น และตัดสินทั้งชีวิตของเขา แต่กับตัวเอง เจ้ากลับเห็นความดีทั้งหมด และมองข้ามความผิดที่ทำไป"

สุนทรรู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจ ส่วนหนึ่งยังยึดมั่นในสิทธิ์ที่จะตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่อีกส่วนหนึ่งเริ่มตระหนักว่าตนเองอาจมองโลกผ่านม่านแห่งอคติโดยไม่รู้ตัว

"มองลึกลงไปในน้ำอีกครั้ง" เสียงกล่าว

สุนทรก้มลงมองอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นภาพของตัวเองในอดีต ครั้งที่เขาโกหกแม่ แต่ไม่ถูกจับได้ ครั้งที่เขาลักขนมไปจากเด็กอีกคน แต่ไม่มีใครรู้ ครั้งที่เขาพูดจาก้าวร้าวกับคนแก่ แต่ไม่มีใครตำหนิ

"เจ้าเคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้รับผลร้ายจากการกระทำเหล่านี้ทันที?" เสียงถาม

"ข้า… ข้าไม่เคยคิด" สุนทรยอมรับ ความสับสนปรากฏบนใบหน้า

"หรือบางทีเจ้าอาจกำลังรับผลกรรมของสิ่งที่เจ้าทำในอดีตชาติ โดยที่เจ้าไม่รู้ตัว? หรือความทุกข์ใจที่เจ้ารู้สึกเมื่อเห็นความไม่ยุติธรรม อาจเป็นส่วนหนึ่งของผลกรรมนั้น?"

"สายลมที่เจ้าเห็นนี้ มิใช่เพียงลมธรรมดา แต่คือความปรุงแต่งในจิตใจเจ้า" เสียงอธิบาย "ความปรุงแต่งที่เกิดจากความยึดมั่นในตัวตน ในความเห็น ในการตัดสินว่าอะไรควรเป็นอย่างไร ยิ่งเจ้ายึดมั่นในการพิพากษา ลมแห่งความปรุงแต่งยิ่งพัดแรง ยิ่งก่อคลื่นในใจเจ้า จนเจ้าไม่อาจเห็นความจริงได้"

สุนทรมองดูผืนน้ำที่กระเพื่อม และเงาของตนที่บิดเบี้ยว เขารู้สึกถึงความขัดแย้งในใจที่รุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งต้องการยึดมั่นในสิทธิ์ที่จะตัดสิน รู้สึกว่านั่นคือหน้าที่อันชอบธรรม แต่อีกส่วนหนึ่งเริ่มตระหนักว่าการยึดมั่นนั้นเองที่เป็นที่มาของความทุกข์ใจ

"แล้วข้าจะเข้าใจกฎแห่งกรรมได้อย่างไร?" สุนทรถาม

"เมื่อสายลมสงบ ผืนน้ำนิ่ง ภาพสะท้อนก็ชัดเจน" เสียงตอบ "เมื่อใจเจ้าไม่พิพากษา เจ้าจะเห็นความจริงตามที่มันเป็น กรรมทำงานตามวิถีของมัน ไม่ช้าไม่เร็ว ไม่เพื่อใคร ไม่เพราะใคร แต่เป็นไปตามกฎแห่งเหตุและผลเท่านั้น"

"แล้วเหตุใดบางคนทำชั่วแต่กลับร่ำรวย?" สุนทรยังสงสัย

"ลองนึกถึงต้นไม้ที่เจ้าเห็นระหว่างการเดินทาง" เสียงตอบ "บางต้นให้ผลมากมายในปีนี้ แต่เจ้าไม่รู้ว่าในปีถัดไปมันจะยังคงให้ผลหรือไม่ บางต้นไม่ให้ผลในปีนี้ เจ้าก็ไม่รู้ว่าในอีกห้าปีมันจะออกผลมากมายเพียงใด"

"เจ้าเห็นเพียงชั่วขณะหนึ่งในความเป็นไปอันยาวนาน เหมือนมดน้อยที่พยายามเข้าใจความลึกล้ำของมหาสมุทรจากหยดน้ำเพียงหยดเดียว"

สุนทรนั่งลงข้างทะเลสาบ ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เขาสังเกตว่ายามที่ความคิดเขาเต็มไปด้วยการพิพากษา ว่าผู้นั้นควรรับผลอย่างไร ผู้นี้สมควรถูกลงโทษเช่นไร สายลมก็พัดแรงขึ้น ทำให้ผืนน้ำกระเพื่อม

"ข้าต้องทำอย่างไรกับบัลลังก์นี้?" สุนทรถาม เสียงสั่นเครือ เพราะส่วนลึกในใจเขารู้คำตอบแล้ว

"ถ้าเจ้าต้องการเห็นความจริง เจ้าต้องสละบัลลังก์แห่งการพิพากษา" เสียงตอบ "ไม่ใช่เพียงวางมันไว้ชั่วคราว แต่ต้องสละอำนาจ สละสิทธิ์ในการตัดสินว่าใครควรได้รับอะไร อย่างไร เมื่อไร"

"แต่แล้วใครจะตัดสินความถูกผิดในโลกนี้?" สุนทรถาม รู้สึกหวาดกลัวกับความคิดที่ต้องปล่อยวางบทบาทที่เขายึดมั่นมานาน

"จักรวาลไม่ต้องการผู้พิพากษา" เสียงตอบ นุ่มนวลแต่หนักแน่น "กฎแห่งกรรมทำงานสมบูรณ์ในตัวมันเอง เหมือนที่ดวงอาทิตย์ไม่ต้องการใครมาบอกว่าต้องส่องแสงเมื่อไร สายน้ำไม่ต้องการใครมาบอกว่าต้องไหลไปทางไหน"

"เมื่อเจ้าสละบัลลังก์แห่งการพิพากษา เจ้าไม่ได้ยอมให้ความชั่วลอยนวล แต่เจ้ากำลังยอมรับว่าเจ้าไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินว่าใครควรได้รับอะไร เจ้าเพียงทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด และปล่อยให้กรรมทำหน้าที่ของมัน"

สุนทรมองดูภาพสะท้อนของตัวเองที่นั่งบนบัลลังก์ใหญ่ในผืนน้ำ ความขัดแย้งในใจยังคงอยู่ แต่เบาบางลง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจลึกๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่แน่วแน่:

"ข้าขอสละบัลลังก์แห่งการพิพากษานี้"

ทันใดนั้น ภาพในทะเลสาบก็เปลี่ยนไป เขาเห็นตัวเองก้าวลงจากบัลลังก์ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นที่ก้าวลงจากบัลลังก์ แต่มีอีกหลายร่างที่ดูคล้ายเขา มีทั้งร่างที่แสดงความโกรธเกรี้ยว ร่างที่แสดงความหยิ่งยโส ร่างที่แสดงความดูถูก ดูแคลน – ทั้งหมดคือส่วนต่างๆ ในตัวเขาที่คอยตัดสินผู้อื่นด้วยอารมณ์และอคติต่างๆ

เมื่อทุกร่างก้าวลงจากบัลลังก์ สายลมก็สงบลงจนแทบไม่มีการกระเพื่อม ผืนน้ำนิ่งสนิทราวกระจกเงา

ในความนิ่งสงบนั้น เขาเห็นตัวเองในแง่มุมใหม่ เห็นทั้งความดีและความไม่ดีที่มีอยู่ภายใน เห็นว่าตัวเองก็มีทั้งแสงและเงา เช่นเดียวกับทุกคน

"ในความว่างเปล่านั้นไม่มีผู้พิพากษา ไม่มีผู้ถูกพิพากษา" เสียงกล่าว "ไม่มีแม้กระทั่ง ‘เรา’ ผู้สละการพิพากษา มีเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่ไหลต่อเนื่องไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับเกลียวคลื่นที่เป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร"

สุนทรรู้สึกถึงน้ำหนักมหาศาลที่ถูกยกออกจากบ่า ความเบาสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เหมือนได้ปลดปล่อยภาระที่แบกมาตลอดชีวิต ภาระของการต้องตัดสินทุกสิ่ง ภาระของการต้องวัดคุณค่าของทุกชีวิตตามมาตรฐานของตน

"นี่คือความลับอันเรียบง่ายที่ใกล้เกินกว่าจะมองเห็น" เสียงกล่าวต่อ "ปล่อยให้กรรมทำหน้าที่ของมัน ในขณะที่เราทำหน้าที่ของเรา ด้วยจิตใจที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยการพิพากษา"

"เหมือนปล่อยให้ดวงอาทิตย์ทำหน้าที่ส่องสว่าง ปล่อยให้สายน้ำทำหน้าที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ ปล่อยให้ลมหายใจทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิต"

เสียงนั้นเบาลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "และจงระวัง แม้แต่ความภูมิใจในการสละบัลลังก์ เพราะนั่นอาจกลายเป็นบัลลังก์ใหม่ที่สูงส่งกว่าเดิม"

สุนทรพบว่าตัวเองกำลังร้องไห้ ไม่ใช่ด้วยความเศร้า แต่ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ ทุกสิ่งที่เขาเคยเชื่อ ทุกสิ่งที่เขาเคยยึดมั่น ได้เปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา

เมื่อสุนทรกลับลงจากภูเขา เขาพบกับชายชราเก็บสมุนไพรและหญิงชราทอผ้าอีกครั้ง ทั้งสองยิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น ยามนี้ เขาเห็นว่าแววตาของพวกเขามีประกายเดียวกับเสียงที่เขาได้ยินบนยอดเขา

"เจ้าพบบัลลังก์แห่งสายลมแล้วใช่ไหม?" ชายชราถาม

สุนทรพยักหน้า "ข้าไม่เพียงพบมัน แต่ข้าได้สละมันแล้ว"

ทั้งสองยิ้มกว้างขึ้น "เจ้าคือผู้รู้คนใหม่แห่งภูเขามังกรขาวแล้ว" หญิงชรากล่าว

สุนทรตกใจ "แต่ข้าเพิ่งเริ่มเข้าใจ ข้ายังไม่รู้อะไรมากมาย"

"จุดเริ่มต้นของปัญญาคือการรู้ว่าตนไม่รู้" ชายชราตอบ "และการเป็นผู้รู้มิได้หมายถึงการรู้ทุกสิ่ง แต่หมายถึงการสละบัลลังก์แห่งการพิพากษา เพื่อให้ใจพร้อมรับความจริงตามที่มันเป็น"

หญิงชราเอื้อมมือมาจับมือสุนทร "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราคือใคร?"

เมื่อนางจับมือเขา ม่านหมอกแห่งอวิชชาพลันเลือนหายไป สุนทรเห็นว่าชายชราและหญิงชราคือแง่มุมต่างๆ ของปัญญา เป็นเสมือนธรรมชาติที่แบ่งภาคมาสอนเขา ชายชราคือความเข้าใจในเหตุปัจจัย หญิงชราคือความเข้าใจในความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และเสียงบนยอดเขาคือความเข้าใจในความว่างเปล่าจากตัวตน ทั้งหมดคือมุมมองต่างๆ ของปัญญาเดียวกัน

เมื่อสุนทรกลับถึงหมู่บ้าน ผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านกำลังรอเขาอยู่ สายตาผู้เฒ่าเปี่ยมด้วยแสงแห่งปัญญา

"เจ้าพบบัลลังก์แห่งสายลมแล้วหรือ?" ผู้เฒ่าถาม

"ข้าได้พบและสละมันแล้ว" สุนทรตอบ

ผู้เฒ่ายิ้มอย่างพอใจ "ดี บัดนี้เจ้าพร้อมที่จะเริ่มการเดินทางที่แท้จริงแล้ว"

"การเดินทางที่แท้จริงหรือ?" สุนทรสงสัย

"ใช่" ผู้เฒ่าตอบ "การเดินทางของการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งกุศลในทุกความคิด คำพูด และการกระทำ โดยไม่คาดหวังว่าผลจะปรากฏเมื่อใด อย่างไร"

ผู้เฒ่านั่งลงข้างสุนทร แล้วกระซิบ "แม้แต่การสละบัลลังก์แห่งการพิพากษา ก็ต้องไม่ยึดติดกับมัน เพราะความภูมิใจในการสละ ก็คือบัลลังก์อีกแบบหนึ่ง บัลลังก์ที่สูงส่งกว่าเดิม"

"การสละที่แท้จริงคือการสละแม้แต่ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้สละ"

สุนทรนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "การเดินทางยังอีกยาวไกล"

"แต่ในขณะเดียวกัน ทุกอย่างก็สมบูรณ์แล้วในขณะนี้" ผู้เฒ่ากล่าวยิ้มๆ

จากวันนั้นเป็นต้นมา สุนทรดำเนินชีวิตด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ เขามักจะบอกเล่าเรื่องราวของบัลลังก์แห่งสายลมให้ผู้คนฟัง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจความลับอันเรียบง่ายที่ใกล้เกินกว่าจะมองเห็น

เมื่อใดที่ผู้คนถามว่ากฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่ สุนทรจะพาพวกเขาไปที่ทะเลสาบเล็กๆ ในหมู่บ้าน แล้วชี้ให้ดูผืนน้ำ

"จงมองดูผืนน้ำยามที่สายลมพัด และยามที่สายลมสงบ" เขาจะกล่าว "แล้วเจ้าจะเข้าใจว่า การพิพากษาคือสายลมที่ทำให้ใจกระเพื่อม และบดบังความจริง"

"บัลลังก์แห่งสายลมอยู่ในใจทุกคน และทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะครอบครองและใช้มัน หรือสละมัน"

"เมื่อเราสละแม้แต่ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้สละ เราจะไม่ใช่ผู้พิพากษา ไม่ใช่แม้แต่ผู้สละการพิพากษา แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสธรรมชาติ ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง"

"และเมื่อนั้น สิ่งที่เหลืออยู่คือความสงบอันไร้เขตแดน อันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของจิตที่กลับคืนสู่บ้าน หลังจากการเดินทางอันยาวนานในดินแดนแห่งการพิพากษา สู่อิสรภาพที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในปัจจุบันขณะเท่านั้น"

บนภูเขามังกรขาว ทะเลสาบเล็กๆ ยังคงอยู่ที่นั่น สะท้อนภาพผู้แสวงหาที่เดินทางมาถึง บางคนยังคงนั่งบนบัลลังก์แห่งการพิพากษา บางคนเพิ่งเริ่มสละบัลลังก์ บางคนภูมิใจในการสละบัลลังก์

และบางคน…เพียงไม่กี่คน ได้สละแม้แต่ความรู้สึกว่าตนเป็นผู้สละ พวกเขาคือผู้พบอิสรภาพที่แท้จริงแล้ว

ผืนน้ำนิ่งสนิท สะท้อนภาพท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เช่นเดียวกับจิตใจที่ปราศจากการพิพากษา กว้างใหญ่และบริสุทธิ์ดั่งท้องฟ้า ว่างเปล่า แต่กลับเต็มไปด้วยความงดงามอันไม่มีที่สิ้นสุด

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา