Everyday Wisdom, Blog

แผลเน่าในกองเพลิง… สุขที่ไร้ศีล

OMG NATURAL LEGACY

เรื่องเล่าและบทความเพื่อการกลับมาเห็นชีวิตตามความเป็นจริง

ในโลกที่ผู้คนดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุข เรามักหลงลืมไปว่าบางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “ความสุข” แท้จริงเป็นเพียง “การระงับทุกข์ชั่วคราว” ที่บางครั้งต้องแลกมาด้วยราคาแพงลิบลิ่ว

หากเราจะเปรียบเปรยสภาวะของการขาดสิ่งที่เรียกว่า “ศีล” ให้เห็นภาพชัดแจ้งที่สุด เราจำต้องจินตนาการถึงบุรุษผู้เคราะห์ร้ายผู้หนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคเรื้อนขั้นรุนแรง ผิวหนังของเขาพุพอง เน่าเฟะ และเต็มไปด้วยน้ำเหลืองไหลเยิ้ม ความทรมานนั้นไม่ได้อยู่เพียงแค่ผิวกาย แต่มันคือความคันคะเยอที่ชอนไชลึกลงไปถึงกระดูกดำ ประหนึ่งมีหนอนนับหมื่นตัวกำลังกัดกินอยู่ภายใน

อนิจจา… ชายผู้นี้ไม่เคยรู้จักคำว่า “ปกติ” เขาไม่เคยสัมผัสความเบาสบายของผิวกายที่สะอาดเกลี้ยงเกลาแม้เพียงสักครั้งในชีวิต ประสบการณ์เดียวที่เขารู้จักคือความร้อนรุม คันคะเยอ เขาจึงทึกทักเอาเองด้วยความเขลาว่าสภาวะทุรนทุรายนี้คือ “ความปกติ” ของมนุษย์

ซ้ำร้ายเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบกาย เขากลับเห็นผู้คนมากมายกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ในกองไฟ เสียงครวญครางนั้นช่างสับสนปนเป ระหว่างการโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสอดประสานไปกับเสียงครางกระเส่าจากความสุขสมชั่ววูบ ภาพมายาเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อวิปริตในใจเขาว่า “นี่แหละคือวิถีแห่งการดับทุกข์ที่ถูกต้อง”

ด้วยความวิปลาสทางความรู้สึกที่ถูกหล่อหลอมมาเช่นนี้ เขาจึงไม่เคยมองหายามารักษาแผล แต่กลับใช้วิธีดับทุกข์ที่บ้าคลั่ง นั่นคือการกระโจนตามลงไปเกลือกกลิ้งใน “กองถ่านไฟแดงฉาน” เฉกเช่นคนอื่นๆ

วินาทีแรกที่เนื้อเน่าๆ สัมผัสเปลวเพลิง เสียงเนื้อไหม้ดังฉ่าพร้อมกับน้ำเหลืองที่เดือดพล่านระเหยไป ความแสบร้อนรุนแรงของไฟได้เข้าไปตัดขั้วประสาทแห่งความคันนั้นจนขาดสะบั้นลงชั่วขณะ เขาร้องครางออกมาด้วยความสาใจ หลับตาพริ้มเสพสมกับความสุขลวงตานั้น แล้วตะโกนบอกผู้มีศีลริมฝั่งแม่น้ำใสเย็นว่าพวกเขานั้นโง่เขลา ที่ไม่รู้จักรสชาติอันซาบซ่านถึงใจเช่นนี้

หารู้ไม่ว่า นั่นคือกับดักมรณะ เพราะทันทีที่เขาถอนตัวออกจากกองไฟ ความแสบร้อนที่แท้จริงจะถาโถมกลับมาทวีคูณ แผลเก่ายิ่งเหวอะหวะ แผลใหม่ก็ลุกลาม ผิวหนังที่ถูกเผาจนตายด้านทำให้เขาต้องแสวงหาไฟที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมเพื่อระงับความคัน

การละเมิดศีลของมนุษย์ก็เฉกเช่นกัน มันคือการกู้หนี้นอกระบบมาปรนเปรอตัณหา การทำชั่วเพื่อกลบเกลื่อนความผิดเดิมไม่ต่างอะไรกับการเฉือนเนื้อตัวเองไปจ่ายดอกเบี้ย เพียงเพื่อซื้อเวลาแห่งความสบายใจจอมปลอมให้ยืดออกไปวันต่อวัน โดยที่ต้นทุนแห่งวิบากกรรมนั้นทบยอดสูงขึ้นจนเกินกว่าจะชดใช้ไหว

กฎแห่งธรรมชาติจัดสรร น้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ มนุษย์ผู้มีบาดแผลเน่าเฟะเหล่านี้จึงชอบรวมตัวกัน ก่อกำเนิดเป็นสังคมแห่งหลุมมูตรคูถที่มืดมิด ในหลุมนั้น พวกเขาต่างเสียดสีเข้าหากันอย่างหนาแน่น เพราะลำพังมือตนเกาให้ตนไม่สาสมใจ พวกเขาจึงจำต้องอาศัย “สะเก็ดแผลอันหยาบกร้าน” ของเพื่อนข้างๆ มาเป็นที่ครูดถูไถเพื่อบรรเทาความคัน การเสียดสีของเนื้อเน่ากลายเป็นความบันเทิงเริงรมย์ ต่างฝ่ายต่างใช้กิเลสของกันและกันมาปรนเปรอตัณหาของตน

ช่างน่าสังเวช ท่ามกลางกลิ่นแผลเน่าที่ตลบอบอวล พวกเขากลับสูดดมมันได้สนิทใจ เพราะความคุ้นชินในความชั่วได้ทำลายประสาทสัมผัสแห่งความละอายไปจนสิ้น เฉกเช่นหนอนที่เกิดในบ่ออุจจาระย่อมเห็นสิ่งปฏิกูลเป็นวิมาน

แต่หากแม้นมีผู้มีศีลบริสุทธิ์สักคน—เปรียบดังผู้ที่อาบน้ำชำระกายมาสะอาดหมดจด—เพียงแค่ปลายจมูกสัมผัสกลิ่นเน่านั้น เขาย่อมรู้สึกคลื่นไส้ และทนอยู่ใกล้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะรังเกียจเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ แต่เพราะประสาทสัมผัสที่คุ้นเคยกับความสะอาดนั้นไวต่อสิ่งปฏิกูลเกินกว่าจะเกลือกกลั้ว ธรรมชาติจึงคัดกรองให้คนศีลเสมอกันเท่านั้นที่คลุกคลีอยู่ในวงโคจรเดียวกันได้

ทว่า… ยังมีตัวละครอีกประเภทที่น่าเวทนาไม่แพ้กัน นั่นคือ “ผู้มีศีลแต่เปลือก” เปรียบดั่งชายโรคเรื้อนที่หนีออกมาจากกองไฟได้สำเร็จ และในมือของเขาก็มี “ขวดยารักษาโรค” ถือครองอยู่ แต่แทนที่เขาจะเปิดขวดยานั้นเพื่อใช้รักษาโรค เขากลับนำขวดยานั้นมาห้อยคอ กราบไหว้เช้าเย็นด้วยความงมงาย หรือบางคนก็นำ “ผ้าพันแผลทองคำประดับเพชร” มาพันปิดแผลเน่าๆ ของตนไว้ แล้วเดินอวดโฉมให้ผู้คนสรรเสริญในจริตมารยาทที่งดงาม

คนกลุ่มนี้มักมองดูคนในกองไฟด้วยสายตาดูแคลน พลางกระหยิ่มยิ้มย่องในความวิเศษของตน แต่ภายใต้ผ้าพันแผลสวยงามระยับนั้น เนื้อร้ายกำลังหมักหมมและกัดกินอยู่ภายในอย่างเงียบเชียบ เขาไม่กล้าแม้แต่จะแกะผ้าออกมาล้างแผล เพราะขลาดเขลาเกินกว่าที่จะยอมรับความอัปลักษณ์ในใจ จึงได้แต่ปล่อยให้ศีลเป็นเพียงเครื่องประดับ เป็นผ้าทองคำที่อำพรางความเน่าใน

บทสรุปจึงจบลงด้วยความตายที่แสนสาหัสไม่ต่างกัน หากคนไร้ศีลคือคนบ้าที่กระโดดเข้ากองไฟเพราะคิดว่ามันเย็น คนที่ลูบคลำในศีลก็คือคนป่วยที่นั่งกอดขวดยาอยู่ข้างกองไฟ มองดูคนอื่นถูกเผาด้วยความสมเพช โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองก็กำลังเน่าตายไปอย่างช้าๆ ทรมานไม่แพ้กัน… ต่างกันเพียงแค่ คนหนึ่งตายอย่างทุรนทุรายท่ามกลางเปลวเพลิงที่แผดเผา ส่วนอีกคนตายอย่างมืดบอดคาขวดยาที่ตนไม่เคยเปิดใช้

ตัวผู้เขียนเอง… ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้ที่มีบาดแผลเน่าเฟะและเคยดิ้นรนเกลือกกลิ้งอยู่ในกองไฟนั้นไม่ต่างจากผู้อื่น เคยหลงคิดว่านั่นคือความสุข เคยหวาดกลัวที่จะยอมรับความจริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความทุกข์บีบคั้นจนถึงขีดสุด สติปัญญาเพียงน้อยนิดได้กระตุกเตือนให้ “หยุด” และสังเกต

เมื่อได้ถอยออกมาพิจารณาอย่างซื่อตรง จึงพบความจริงว่า เปลวไฟนั้นไม่เคยรักษาใครให้หายขาด มันทำได้เพียงกลบเกลื่อนความคันชั่วคราวแลกกับแผลที่ลึกกว่าเดิม ผู้เขียนจึงตัดสินใจหันหลังให้กองไฟ แล้วเริ่มลงมือ “ชำระล้างแผล” ด้วยยาอย่างถูกวิธี แม้แรกเริ่มจะแสบสันและทรมานจากการขัดเกลา แต่เมื่อแผลเริ่มสมาน… วินาทีนั้นเองที่ได้สัมผัสกับ “ความเป็นปกติ”

มันคือความเบาสบายไร้ซึ่งความรุ่มร้อน เป็นความสงบเย็นที่ไม่ต้องพึ่งพาการเสียดสีหรือเปลวไฟใดๆ และเมื่อมีประสบการณ์ให้เปรียบเทียบอย่างชัดแจ้งเช่นนี้แล้ว ผู้มีปัญญาย่อมไม่หวนกลับไปหาความวิปริตเหล่านั้นอีก

แต่จะเลือกดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดินที่มั่นคงของ “ศีล” เพื่อรักษาใจให้สะอาดเป็นปกติ เมื่อใจสงบระงับจากความเร่าร้อน ย่อมเกิด “สมาธิ” ที่ตั้งมั่น และนำไปสู่ “ปัญญา” ที่จะช่วยถอนรากถอนโคนเชื้อโรคร้ายในใจให้หมดสิ้นไป… นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เราหายป่วยจากความทุกข์ได้อย่างถาวร ตามรอยพระศาสดาผู้ที่ชี้ทางรอดนี้ไว้ให้แก่มวลมนุษย์

อ่านต่อในชุดเดียวกัน

กรรมไม่เคยสุ่ม
กรรมพามา ธรรมพาไป
ปัญญาเหนือกรรม