NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ณ หุบเขาเร้นลับที่ถูกภูเขาสองลูกโอบไว้ มีเมืองหนึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากโลกภายนอก
เมืองนั้นไม่ได้อดอยาก ไม่มีศัตรูรุกราน และไม่เคยขาดแคลนสิ่งจำเป็น
แต่ผู้คนกลับเหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอ
เหนื่อยตั้งแต่ยังเด็กจนแก่ แม้ในวันที่ท้องฟ้าสดใส แม้ในคืนที่ไม่มีภัยใด ๆ ผู้คนก็ยังเหนื่อย ราวกับทุกคนกำลังแบกบางสิ่งที่มองไม่เห็นไว้บนบ่าตลอดเวลา
เพราะชาวเมืองเชื่อกันมานานหลายร้อยปีว่า ความมืดคือปีศาจร้าย
หากไม่มีใครขับไล่มัน กลางคืนจะกลืนกินโลก ดวงอาทิตย์จะไม่กลับมา และทุกชีวิตจะค่อย ๆ ดับลงใต้รัตติกาลอันไม่สิ้นสุด
ไม่มีใครรู้ว่าความเชื่อนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
คนแก่ที่สุดในเมืองรู้เพียงว่า พ่อของตนทำเช่นนี้ ปู่ของตนก็ทำเช่นนี้ และคนก่อนหน้านั้นก็ทำเช่นนี้มานานจนไม่มีใครจำต้นทางได้อีก
เมื่อทำซ้ำนานพอ มันจึงกลายเป็นความจริงของทั้งเมือง
ทุกเย็น ก่อนแสงสุดท้ายจะหมดแรง เสียงระฆังทองเหลืองกลางเมืองจะดังกังวานขึ้นสามครั้ง
เสียงนั้นไม่ได้บอกเวลา
มันปลุกความกลัวให้ตื่นขึ้นทั้งเมือง
ทันทีที่ระฆังดัง พ่อค้าจะปิดแผง ช่างไม้จะวางค้อน เด็ก ๆ จะถูกดึงออกจากลานเล่น หญิงชราที่เดินแทบไม่ไหวก็ต้องคว้าไม้เท้าออกจากบ้าน
ทุกคนต้องไปที่ลานกว้างกลางเมือง
ชายฉกรรจ์จะยกกลองหนังใบใหญ่ขึ้นตั้ง มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจะคว้าไม้ตีกลอง แล้วรัวลงไปเหมือนกำลังทุบประตูที่มองไม่เห็น หญิงสาวและคนแก่จะจุดคบไฟ โบกสะบัดขึ้นสู่ท้องฟ้า เด็ก ๆ ถูกพร่ำสอนให้ตะโกนถ้อยคำขับไล่ความมืด ทั้งที่ยังไม่รู้ความหมายของมันดีนัก
เมืองนั้นยกย่องคนที่ตีกลองแรงและวิ่งได้นานว่าเป็นผู้เสียสละ
ส่วนคนที่หมดแรงกลางพิธี แม้จะเป็นเด็กหรือคนแก่ ก็ถูกมองราวกับเป็นรอยแตกร้าวของโลกทั้งใบ
ครั้งหนึ่ง เด็กชายคนหนึ่งร้องไห้เพราะง่วง แล้วบอกแม่ว่าเขาอยากนอน
แม่ของเขาหน้าซีด รีบก้มลงกระซิบเสียงแข็ง
“เจ้าอยากให้โลกตายหรือ”
เด็กชายหยุดร้องทันที
เพราะความกลัวของแม่หลั่งไหลเข้าสู่หัวใจเขาเร็วกว่าความคิดใด ๆ
ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยร้องไห้อีกเลย
ทุกคืน เมืองทั้งเมืองจึงสั่นสะเทือนด้วยกลอง คบไฟ ฝีเท้า เสียงหอบ และเสียงร้องไห้ที่ไม่มีใครกล้ายอมรับว่าเป็นความเหนื่อยล้า
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง และดวงอาทิตย์โผล่พ้นภูเขา ชาวเมืองจะทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก
พวกเขากอดกันทั้งน้ำตา
“เราทำสำเร็จอีกวัน”
“ความมืดถอยไปแล้ว”
“ถ้าเมื่อคืนเราอ่อนแรง โลกคงจบสิ้น”
จากนั้นพวกเขาจะใช้กลางวันซ่อมกลองที่แตก ซ่อมคบไฟที่มอดไหม้ เย็บผ้าพิธีที่ฉีกขาด รักษาแผลที่ฝ่ามือ และเตรียมตัวสำหรับสงครามคืนต่อไป
พวกเขาไม่มีเวลาอยู่กับกลางวันจริง ๆ
เพราะทั้งชีวิตของพวกเขาถูกใช้ไปกับการป้องกันกลางคืน
ไม่มีใครถามว่า ความมืดมาได้อย่างไร
พวกเขาถามเพียงว่า คืนนี้จะไล่มันได้หรือไม่
ไม่มีใครถามว่า ดวงอาทิตย์กลับมาเพราะอะไร
พวกเขาถามเพียงว่า เมื่อคืนใครตีกลองแรงพอ ใครตะโกนดังพอ
เมืองนั้นจึงดำเนินต่อไปเช่นนี้
คืนแล้วคืนเล่า
ปีแล้วปีเล่า
รุ่นแล้วรุ่นเล่า
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ก่อนพลบค่ำไม่นาน ขบวนม้าจากแดนไกลก็มาถึงหน้าประตูเมือง
ผู้ที่นำขบวนมาเป็นพระราชาชราองค์หนึ่ง
พระองค์ไม่ได้มีท่าทีเหมือนผู้พิชิต ไม่มีประกาศสงคราม ไม่มีธงชัยโบกสะบัดอย่างโอ่อ่า มีเพียงทหารกลุ่มหนึ่ง เชือกเส้นหนา และดวงตาของคนที่เดินทางมาไกลเพื่อดูบางสิ่งให้แน่ใจ
พระราชาขอเข้าเมือง
หัวหน้าพิธีทั้งสิบสองคนออกมาต้อนรับด้วยความระแวง
พระราชามองลานกว้าง มองกลองหนังที่ถูกซ่อมแล้วซ่อมอีกจนบิดเบี้ยว มองคบไฟที่เรียงกันเป็นแถว มองเด็กเล็กที่ยืนโงนเงนเพราะอดนอน แต่มือยังจับไม้ตีกลองไว้แน่น
พระองค์ถามเพียงประโยคเดียว
“พวกเจ้าทำสิ่งนี้มานานเท่าใดแล้ว”
หัวหน้าพิธีตอบด้วยความภูมิใจ
“นานกว่าที่บันทึกจะจำได้ พระองค์ผู้มาเยือน หากพวกเราไม่ทำ ความมืดจะไม่จากไป”
พระราชาเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีใครเคยหยุดดูหรือไม่”
ทั้งลานเงียบลงทันที
ไม่ใช่ความเงียบของการคิด
แต่เป็นความเงียบของคนที่ได้ยินคำต้องห้าม
หัวหน้าพิธีคนหนึ่งหัวเราะอย่างขุ่นเคือง
“หยุดดูอย่างนั้นหรือ? ท่านจะให้เราหยุดดูโลกแตกสลายหรืออย่างไร พระองค์คงมาจากดินแดนที่ไม่เคยรู้จักกลางคืนกระมัง”
พระราชาไม่โต้เถียง
คนที่อยู่กับความกลัวมาหลายร้อยปี ย่อมไม่เปลี่ยนเพราะคำอธิบายไม่กี่ประโยค
เมื่อเงาของภูเขาเริ่มทอดยาว และระฆังทองเหลืองกำลังจะถูกตี พระราชายกมือขึ้น
ทหารจากแดนไกลเข้ายึดลานกว้างอย่างรวดเร็ว
พวกเขาไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ชักดาบใส่ผู้คน เพียงแต่ยึดไม้ตีกลอง ดับคบไฟ ปลดเขาสัตว์ออกจากบ่า แล้วจับชาวเมืองทั้งหมดนั่งลง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
มือของพวกเขาถูกมัดไว้ไม่ให้ลุกไปทำพิธี
ชาวเมืองแตกตื่นทันที
บางคนกรีดร้อง บางคนดิ้นจนเชือกบาดข้อมือ บางคนสวดคำพิธีทั้งที่ปากสั่น บางคนด่าพระราชาด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“ปล่อยเรา!”
“พระองค์ไม่เข้าใจ!”
“คืนนี้โลกจะตาย!”
“ถ้าดวงอาทิตย์ไม่กลับมา เลือดของพวกเราจะอยู่บนมือท่าน!”
พระราชานั่งอยู่บนหลังม้า ทอดพระเนตรดูความตื่นตระหนกนั้นอย่างสงบนิ่ง
ไม่โต้ตอบ
ไม่ปลอบใจ
ไม่สั่งให้ใครเงียบ
พระองค์ปล่อยให้ความกลัวของมนุษย์แสดงตัวออกมาจนสุดกำลังของมัน
แล้วความมืดก็มาถึง
ค่อย ๆ กลืนยอดเขา
กลืนหลังคา
กลืนถนน
กลืนใบหน้าของคนที่กำลังร้องไห้
แต่เพราะคืนนั้นไม่มีกลอง ไม่มีคบไฟ ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีเท้าที่วิ่งวนรอบกำแพง ความมืดจึงดูเหมือนใหญ่กว่าทุกคืน
มันเงียบจนผู้คนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง
สำหรับคนที่เชื่อว่าตนพยุงโลกไว้ การถูกบังคับให้วางมือ ก็เหมือนถูกพรากตัวตนออกไปด้วย
เด็กคนหนึ่งถามแม่ด้วยเสียงสั่น
“แม่ เราจะตายจริง ๆ หรือ”
แม่ตอบไม่ได้
เพราะตลอดชีวิต นางไม่เคยเห็นกลางคืนที่ไม่มีพิธีกรรมมาก่อน
คืนนั้นยาวนานผิดปกติในความรู้สึกของชาวเมือง
แต่พระราชาไม่ได้ขยับ
ทหารของพระองค์ไม่ได้ขยับ
ชาวเมืองก็ไม่กล้าขยับ
ความมืดยังคงอยู่
แต่มันไม่ได้กัดใคร
ไม่ได้ลากใครลงไปใต้ดิน
ไม่ได้เผาบ้าน
ไม่ได้กลืนเด็ก
ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเป็นความมืด
เวลาผ่านไป
แรงดิ้นรนอ่อนล้าลง
บางคนหยุดร้องไห้ เพราะหมดแรงจะต่อต้านสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
แล้วในความเงียบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวเมืองก็เริ่มได้ยินสิ่งที่ตนไม่เคยได้ยิน
เสียงลมหายใจของตัวเอง
เสียงเสื้อผ้าขยับเบา ๆ
เสียงนกบนหลังคา
เสียงโลกที่ดำเนินไป แม้ไม่มีใครสั่ง
ชายชราคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
เขาเห็นดวงดาว
ทั้งชีวิตของเขา ท้องฟ้ายามค่ำถูกควันคบไฟและความกลัวบดบังไว้เสมอ เขาเคยรู้ว่ามีดาวเพราะได้ยินคนพูด แต่ไม่เคยเห็นมันชัดเช่นนี้
เขาจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ไม่มีคำใดออกมา
ก่อนรุ่งสางไม่นาน ความเงียบที่ลึกที่สุดก็มาเยือน
เป็นความเงียบหลังจากมนุษย์ดิ้นจนหมดแรง
แล้วที่ปลายขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แสงสีม่วงอ่อนก็เริ่มปรากฏ
ไม่มีใครพูด
สีดำค่อย ๆ คลายตัวเป็นเทา
สีเทาค่อย ๆ เปิดทางให้ม่วงจาง
ม่วงจางละลายเป็นทองอ่อน
และดวงอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นทิวเขาขึ้นมา
ไม่มีใครตีกลอง
ไม่มีใครโบกคบไฟ
ไม่มีใครตะโกนขับไล่แม้แต่คำเดียว
แต่ฟ้าก็สว่างขึ้นเอง อย่างซื่อตรงและงดงาม
ทุกลมหายใจในลานกว้างสะดุดพร้อมกัน
ชาวเมืองเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่น ใบหน้าของพวกเขาถูกแสงเช้าต้องเหมือนเพิ่งถูกปลุกจากความฝันอันยาวนาน
สิ่งที่กดอยู่บนบ่าของพวกเขามาหลายร้อยปี พังครืนลงในวินาทีนั้น
หัวหน้าพิธีคนหนึ่งมองมือของตนเอง
มือนั้นเคยตีกลองจนสากด้าน เคยตีเด็กฝึกพิธีเพราะกลัวว่าโลกจะมืด เคยชี้หน้าด่าคนที่หมดแรงกลางลาน เคยเชื่อว่ามันเป็นมือที่ช่วยดวงอาทิตย์ไว้
มือนั้นสั่น
ไม่ใช่เพราะความหนาว
แต่เพราะเพิ่งรู้ว่า มันไม่เคยแบกดวงอาทิตย์ไว้เลย
ทหารปลดเชือกออกจากมือชาวเมืองทีละคน แต่ไม่มีใครลุกไปหยิบกลองหรือคบไฟ ทุกคนยังนั่งอยู่กับที่ ราวกับกลัวว่าการขยับเพียงนิดเดียวจะทำให้ความจริงที่เพิ่งปรากฏหายไป
พระราชาชราก้าวลงจากหลังม้า
พระองค์เดินไปกลางลาน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาจนแทบเหมือนลมเช้า
“เห็นหรือไม่”
ไม่มีใครตอบ
พระองค์มองขอบฟ้าที่สว่างขึ้นเรื่อย ๆ
“ฟ้าสว่างได้เอง”
เพียงเท่านั้น ลานทั้งลานก็เงียบหนักกว่าเดิม
“ความมืดมา โดยไม่ถามว่าพวกเจ้าอยากพบมันหรือไม่”
พระองค์หยุด
“และมันไป โดยไม่เคยรอให้พวกเจ้าไล่”
ชายชราคนหนึ่งร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ
“พวกเจ้าเหนื่อยมาทั้งชีวิต เพราะเข้าใจผิดว่าต้องเป็นเจ้าของการจากไปของมัน”
พระราชามองเด็ก ๆ ที่นั่งกอดแม่อยู่ใต้แสงเช้า
“คืนนี้ พวกเจ้าไม่ต้องชนะอะไร”
แล้วพระองค์จึงกล่าวต่อช้า ๆ
“ถ้ามืด ก็จุดไฟพอให้เห็นทาง ถ้าหนาว ก็ห่มผ้า ถ้ามีภัย ก็ป้องกัน และเมื่อเช้ามาถึง ก็ลุกขึ้นใช้ชีวิต”
ไม่มีถ้อยคำมากกว่านั้น
ไม่มีการประกาศความจริงอันยิ่งใหญ่
ไม่มีพิธีใหม่มาแทนพิธีเก่า
มีเพียงแสงยามเช้าที่พูดส่วนที่เหลือ
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
เด็กชายคนเดิมที่เคยถามแม่ว่าจะตายหรือไม่ มองท้องฟ้าแล้วถามเบา ๆ
“คืนนี้เราต้องทำอะไร”
ไม่มีใครตอบ
คำถามนั้นเคยมีคำตอบเดียวมาหลายร้อยปี
แต่เช้าวันนั้น คำตอบเดิมใช้ไม่ได้อีกแล้ว
หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล มองฟ้าอยู่นาน ก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบเบา
“ถ้าง่วง…ก็นอน”
แต่ประโยคธรรมดานั้นทำให้หลายคนร้องไห้
เช้าวันนั้น ชาวเมืองไม่ได้เฉลิมฉลอง
พวกเขาเพียงค่อย ๆ ลุกขึ้น
บางคนพยุงคนแก่กลับบ้าน
บางคนเอาน้ำมาให้คนที่ร้องไห้ทั้งคืน
แม่คนหนึ่งถอดผ้าพิธีของตนออก แล้วเอาไปห่มลูกที่หลับคาตัก
หัวหน้าพิธีคนหนึ่งเดินไปที่กลองใบใหญ่ ยกมือขึ้นแตะหนังตึงของมันเบา ๆ
เขายืนนิ่งอยู่นาน
แล้ววางไม้ตีกลองลง
หลังจากวันนั้น เมืองไม่ได้เลิกจุดไฟหรือเลิกเฝ้าประตูเมื่อมีภัย เด็กที่กลัวความมืดยังได้รับเพลงกล่อม ชาวเมืองยังทำงานเมื่อฟ้าสว่าง และพักเมื่อค่ำลง
แต่ไม่มีใครตีกลองเพื่อขับไล่กลางคืนอีก ไม่มีใครตะโกนใส่ความมืดจนเสียงแหบ
เมื่อความมืดมา พวกเขาปิดประตู จุดตะเกียง กินอาหารเย็น เล่านิทานให้เด็กฟัง และเข้านอน
เมื่อแสงเช้ามา พวกเขาออกไปทำไร่ เปิดร้าน ซ่อมหลังคา เริ่มต้นวันใหม่
พวกเขาไม่ได้กลายเป็นคนเฉยชา
พวกเขาเพียงเลิกทำสงครามกับสิ่งที่ไม่เคยเป็นศัตรู
หลายปีต่อมา ลานกลางเมืองยังมีกลองใบใหญ่ตั้งอยู่
แต่ไม่มีใครตีมันอีกแล้ว
เด็ก ๆ ใช้มันเป็นที่นั่งเล่น คนชราใช้เงาของมันหลบแดด นกบางตัวมาเกาะขอบไม้ในตอนเช้า
บนฐานกลอง มีประโยคหนึ่งถูกสลักไว้ด้วยลายมือของหัวหน้าพิธีคนเดิม
ผู้เคยร้องตะโกนว่าทุกคนจะตาย หากพิธีหยุดลง
ประโยคนั้นเขียนว่า
“กลางคืนไม่เคยต้องการผู้ขับไล่
กลางวันไม่เคยต้องการผู้ครอบครอง
ทุกสิ่งมาเมื่อเหตุพร้อม
และไปเมื่อเหตุหมดแรง”
ใต้ประโยคนั้น มีบรรทัดเล็กกว่าตามมา
“ความเหนื่อยยากของเรา เริ่มต้นในวันที่เราเข้าใจผิดว่า การหมุนเวียนของโลกต้องมีใครสักคนเป็นเจ้าของ”
บางคนเข้าใจลึกซึ้ง บางคนเพียงอ่านผ่าน ๆ และบางคนยังกลัวความมืดอยู่บ้าง
แต่ความกลัวนั้นไม่ได้สั่งให้ทั้งเมืองออกไปรบอีกต่อไป
เมืองนั้นจึงค่อย ๆ หายเหนื่อย
ไม่ใช่เพราะความมืดหายไปจากโลก
แต่เพราะไม่มีใครต้องแบกมันไว้บนบ่าของตนอีกต่อไป.
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











