NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองริมแม่น้ำใหญ่ มีพ่อค้าผู้หนึ่งนามว่า "วาณิช" เขาเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ และมีความสุขกับการค้าขายตามท้องตลาด แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่เขาก็มีพอกินพอใช้และสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน
ทุกเช้าวาณิชจะตื่นแต่เช้ามืด ออกเรือไปรับสินค้าจากชาวสวนชาวไร่ตามริมแม่น้ำ เพื่อนำมาขายในตลาดเมือง เขาคิดราคาที่เป็นธรรม ทั้งต่อตัวเขาเองและลูกค้า วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ชีวิตของเขาดำเนินไปเช่นนี้อย่างเรียบง่ายและมีความสุข
วันหนึ่ง ขณะที่วาณิชพายเรือกลับจากการรับซื้อสินค้า เขาได้พบชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ท่าทางอ่อนเพลียและหิวโหย ด้วยความเมตตา วาณิชจึงพายเรือเข้าไปหาและแบ่งอาหารให้ชายชราผู้นั้น
"ขอบคุณสำหรับน้ำใจของเจ้า" ชายชรากล่าวขณะรับอาหารจากวาณิช "เจ้าเป็นคนดีมีเมตตา ข้าจะตอบแทนน้ำใจของเจ้า"
วาณิชส่ายหน้า "ข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใด เพียงเห็นท่านได้อิ่มท้อง ข้าก็มีความสุขแล้ว"
ชายชรายิ้มและกล่าวว่า "เจ้าเป็นคนดีแท้ๆ แต่ข้าอยากบอกความลับแก่เจ้า ข้ารู้ถึงทางลัดไปยังภูเขาทอง ที่ซึ่งมีทองคำมากมายเกินกว่าที่เจ้าจะใช้ได้หมดในชั่วชีวิต"
วาณิชรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่เคยได้ยินเรื่องภูเขาทองมาก่อน แต่ชายชราดูจริงจังมาก
"ถ้าเจ้าสนใจ" ชายชรากล่าวต่อ "เจ้าจงออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกของเมือง ข้ามภูเขาเจ็ดลูก จนกระทั่งเจ้าพบทะเลสาบสีเขียวมรกต ที่นั่นจะมีเรือรออยู่ เรือจะพาเจ้าไปยังเกาะกลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาทอง"
วาณิชรู้สึกลังเล แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดที่ว่าครอบครัวของเขาจะมีชีวิตที่สุขสบายขึ้น ทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทาง
วาณิชกลับบ้านและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขาชื่อ "สุมนา" เป็นหญิงผู้มีปัญญาและรักสามีอย่างยิ่ง
"ท่านวาณิชที่รัก" สุมนากล่าว "เราไม่ได้ขัดสนอะไร เรามีชีวิตที่มีความสุข มีบ้านที่อบอุ่น มีอาหารกินทุกมื้อ แล้วทำไมท่านต้องเสี่ยงออกเดินทางไกลเพื่อแสวงหาทองคำที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่?"
แต่วาณิชตัดสินใจแล้ว "ข้าจะไปเพียงครั้งเดียว" เขาบอกภรรยา "ถ้าได้ทองคำมา เราก็จะมีชีวิตที่สุขสบายขึ้น ลูกๆ ของเราจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า และเราจะได้ช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากกว่าเรา"
สุมนาไม่อาจทัดทานสามีได้ เธอจึงช่วยเขาเตรียมตัวเดินทาง วาณิชมอบกิจการค้าขายให้ภรรยาดูแลชั่วคราว และสัญญาว่าจะกลับมาภายในหนึ่งเดือน
วาณิชออกเดินทางตามที่ชายชราบอก ข้ามภูเขาเจ็ดลูก จนในที่สุดเขาก็พบทะเลสาบสีเขียวมรกตดังที่กล่าวไว้ ที่ชายฝั่งมีเรือลำเล็กจอดอยู่ และชายแปลกหน้าผู้หนึ่งยืนรออยู่
"ท่านคือวาณิชใช่หรือไม่?" ชายแปลกหน้าถาม "ข้าได้รับคำสั่งให้รอท่าน และพาท่านไปยังเกาะ"
วาณิชรู้สึกประหลาดใจที่ชายผู้นี้รู้จักชื่อของเขา แต่ก็พยักหน้าและขึ้นเรือไป
เมื่อถึงเกาะ วาณิชพบว่ามีภูเขาสูงตระหง่านอยู่กลางเกาะ ด้านบนของภูเขาเป็นสีทองอร่ามสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้เขาตื่นเต้นและเร่งฝีเท้าขึ้นไป
เมื่อถึงยอดเขา วาณิชพบว่ามีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง ล้อมรอบด้วยกองทองคำมหาศาล
"ข้าคือราชาแห่งภูเขาทอง" ชายผู้นั้นแนะนำตัว "และเจ้าคือวาณิช ข้ารู้เรื่องของเจ้ามากมาย เจ้าเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์ มีเมตตา และพอใจในชีวิตที่เรียบง่าย"
วาณิชพยักหน้ายืนยัน
"ข้ามีข้อเสนอให้แก่เจ้า" ราชาแห่งภูเขาทองกล่าว "เจ้าสามารถเอาทองคำกลับไปได้เท่าที่เจ้าต้องการ แต่มีเงื่อนไขว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อเรียนรู้วิธีการหาทองคำและวิธีการปกครองดินแดนแห่งนี้ หลังจากนั้นเจ้าจะได้กลับไปพร้อมกับทองคำ และความรู้ในการหาทองคำเพิ่มเติมในอนาคต"
วาณิชลังเล เขาคิดถึงสัญญาที่ให้ไว้กับภรรยาว่าจะกลับภายในหนึ่งเดือน แต่เมื่อมองไปรอบๆ และเห็นทองคำมากมาย เขาก็ตัดสินใจ
"ข้าตกลง" วาณิชกล่าว "ข้าจะอยู่ที่นี่หนึ่งปี"
ราชาแห่งภูเขาทองยิ้ม "ดี เราเริ่มบทเรียนแรกกันเลย"
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว วาณิชได้เรียนรู้วิธีการแสวงหาทองคำและการบริหารจัดการดินแดนของราชา เขารู้วิธีการเจรจาต่อรอง วิธีการควบคุมผู้คน และวิธีการเพิ่มพูนทรัพย์สิน แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ทุกครั้งที่เขาเรียนรู้ทักษะใหม่ ความซื่อสัตย์และความเมตตาในหัวใจของเขาก็ค่อยๆ ลดน้อยลงไปทีละนิด
เมื่อครบกำหนดหนึ่งปี ราชาแห่งภูเขาทองเรียกวาณิชมาพบ
"เจ้าได้เรียนรู้ทุกอย่างที่ข้าสัญญาไว้แล้ว" ราชากล่าว "ตอนนี้เจ้าสามารถกลับบ้านพร้อมกับทองคำได้แล้ว หรือถ้าเจ้าต้องการ เจ้าสามารถอยู่ที่นี่ต่อและเป็นผู้ช่วยของข้า"
วาณิชคิดถึงครอบครัว แต่เขาก็หลงใหลในความมั่งคั่งและอำนาจที่ได้รับที่นี่ "ข้าขออยู่ต่ออีกหนึ่งปี" เขาตอบ "แล้วข้าจะกลับบ้านพร้อมทองคำมากกว่านี้"
ราชายิ้มอย่างพอใจ "ดีมาก"
ที่บ้านของวาณิช สุมนาและลูกๆ รอคอยการกลับมาของเขาอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อครบหนึ่งเดือนแล้วเขาไม่กลับมา พวกเขารออีกหนึ่งเดือน…สองเดือน…หกเดือน… จนครบหนึ่งปี
สุมนาดำเนินกิจการค้าขายแทนสามีอย่างดีที่สุด เธอยังคงคิดราคาที่เป็นธรรม ปฏิบัติกับลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์ และมีเมตตาต่อผู้ที่ยากไร้ เธอสอนลูกๆ ให้มีคุณธรรมเช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่พวกเขาก็มีความสุขและได้รับความเคารพจากคนในชุมชน
ปีแล้วปีเล่า วาณิชอยู่ที่ภูเขาทองต่อไป เขาสัญญากับตัวเองว่าจะกลับบ้านในที่สุด แต่เมื่อถึงเวลาที่ครบกำหนด เขามักจะขออยู่ต่ออีกหนึ่งปี… แล้วอีกหนึ่งปี… จนกระทั่งเวลาผ่านไปสิบปี
วาณิชกลายเป็นคนที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง เขาเรียนรู้วิธีการหลอกลวง การบีบบังคับ และการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น เขาสะสมทองคำไว้มากมาย แต่กลับไม่เคยรู้สึกพอ เขาต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ
วันหนึ่ง เมื่อวาณิชนั่งนับทองคำของตน ราชาแห่งภูเขาทองเดินเข้ามาหา
"วาณิช" ราชาเรียก "เจ้าอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้ว เจ้าได้เรียนรู้ทุกอย่างที่ข้ามีให้สอน เจ้ามีทองคำมากพอที่จะใช้ไม่หมดในสิบชาติ ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องตัดสินใจครั้งสุดท้าย"
"ตัดสินใจอะไร?" วาณิชถาม พลางกอดกองทองคำของเขาไว้
"เจ้าสามารถกลับบ้านพร้อมกับทองคำทั้งหมดนี้" ราชากล่าว "หรือเจ้าจะแทนที่ข้า เป็นราชาแห่งภูเขาทองคนต่อไป"
วาณิชตาเป็นประกาย "ข้าจะได้เป็นราชาแห่งภูเขาทองหรือ?"
"ใช่" ราชายืนยัน "เจ้าจะได้ครอบครองทองคำทั้งหมดบนภูเขา มีอำนาจเหนือดินแดนแห่งนี้ และมีชีวิตอมตะเช่นเดียวกับข้า แต่เจ้าจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกเลย"
วาณิชครุ่นคิด เขานึกถึงภรรยาและลูกๆ ที่คงรอคอยเขาอย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วเขาก็นึกถึงทองคำมหาศาลและอำนาจที่จะได้รับ
"ข้าตกลง" วาณิชกล่าวในที่สุด "ข้าจะเป็นราชาแห่งภูเขาทองคนต่อไป"
ราชายิ้มอย่างเศร้าๆ "ข้ารู้ว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้" เขากล่าว "เพราะข้าเองก็เคยเป็นเช่นเจ้า เป็นพ่อค้าธรรมดาที่หลงใหลในทองคำ จนยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมัน"
ราชาลุกขึ้นจากบัลลังก์ "นี่คือบัลลังก์ของเจ้าแล้ว วาณิช… หรือควรเรียกว่า ราชาแห่งภูเขาทององค์ใหม่"
วาณิชก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ทอง รู้สึกถึงพลังและอำนาจที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าบางอย่างในหัวใจ
ที่เมืองริมแม่น้ำใหญ่ สุมนายังคงดำเนินชีวิตและกิจการค้าขายต่อไป แม้จะไม่มีวี่แววของสามี เธอยังคงมีความหวังว่าสักวันเขาจะกลับมา ลูกๆ ของพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีคุณธรรม และเป็นที่รักของชุมชน
วันหนึ่ง มีชายชราผู้หนึ่งมาที่ร้านของสุมนา
"ท่านคือนางสุมนาใช่หรือไม่?" ชายชราถาม "ภรรยาของวาณิช?"
สุมนาตกใจที่ได้ยินชื่อสามี "ใช่แล้ว! ท่านรู้จักสามีของข้าหรือ? เขาเป็นอย่างไรบ้าง? เขาจะกลับมาหรือไม่?"
ชายชราถอนหายใจ "ข้ามีข่าวมาบอก แต่ไม่ใช่ข่าวดี วาณิชจะไม่กลับมาอีกแล้ว เขาได้กลายเป็นราชาแห่งภูเขาทอง"
น้ำตาไหลอาบแก้มของสุมนา "ทำไม? ทำไมเขาถึงเลือกทองคำแทนที่จะเลือกครอบครัว?"
"เขาถูกครอบงำด้วยความโลภ" ชายชราตอบ "เขาลืมว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีทองคำมากมาย แต่อยู่ที่การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความรัก และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า"
สุมนาเช็ดน้ำตา "แล้วตอนนี้เขามีความสุขหรือไม่?"
ชายชราส่ายหน้า "เขามีทองคำมากมาย มีอำนาจ และมีชีวิตอมตะ แต่เขาไม่มีความสุขอย่างแท้จริง เขาจะต้องอยู่บนภูเขาทองนั้นตลอดไป รอคอยผู้ที่จะมาแทนที่เขา เช่นเดียวกับราชาองค์ก่อนๆ"
"แล้วท่านล่ะ?" สุมนาถาม "ท่านเป็นใครกัน?"
ชายชรายิ้มอย่างเศร้าๆ "ข้าคือราชาแห่งภูเขาทององค์ก่อน ผู้ที่ถูกวาณิชแทนที่ เมื่อข้าสละตำแหน่ง ข้าก็ได้รับอิสรภาพและกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง"
"และตอนนี้ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?" สุมนาถาม
"ข้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเรียบง่าย" ชายชราตอบ "ข้าได้เรียนรู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินหรืออำนาจ แต่อยู่ที่การมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมาย"
ก่อนจากไป ชายชราหยิบถุงเล็กๆ ออกมาจากย่าม "นี่คือทองคำจำนวนหนึ่งที่ข้านำติดตัวมาด้วย เจ้าสามารถใช้มันช่วยเหลือครอบครัวและผู้คนที่ยากไร้ได้"
สุมนารับถุงทองคำมาอย่างลังเล "ขอบคุณท่าน แต่ข้าไม่ต้องการทองคำมากมาย ข้าและลูกๆ มีชีวิตที่มีความสุขแล้ว"
"ข้ารู้" ชายชรายิ้ม "แต่เจ้าสามารถใช้มันช่วยเหลือผู้อื่นได้ นั่นคือวิธีที่ทรัพย์สินจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง"
สุมนาพยักหน้า เธอเข้าใจในที่สุด
สุมนาใช้ทองคำนั้นสร้างโรงเรียนเล็กๆ สำหรับเด็กกำพร้าและเด็กยากจนในเมือง เธอสอนให้พวกเขารู้จักคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความพอเพียง เธอเล่าเรื่องราวของสามีให้ลูกๆ ฟังเสมอ เพื่อเป็นบทเรียนว่าทรัพย์สินและอำนาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ส่วนวาณิช เขายังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ท่ามกลางความมั่งคั่งมหาศาล แต่ในหัวใจของเขาว่างเปล่าและหนาวเหน็บ เขาได้แลกความสุขที่แท้จริงกับทรัพย์สินที่ไม่มีวันทำให้เขาอิ่มเอม
และทุกวัน เขาจะมองออกไปที่ท้องฟ้า นึกถึงครอบครัวที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง และคอยมองหาผู้ที่จะมาแทนที่เขา เพื่อปลดปล่อยเขาจากพันธนาการแห่งความโลภ… เช่นเดียวกับราชาทุกองค์ก่อนหน้านี้…
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา












