Stories for the Heart, Short Stories & Reflections

เอนเกจเมนต์

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

ในภาพ ท็อปกำลังจูบหน้าผากเอม เอมหลับตา ข้างหลังมีพระอาทิตย์ตก รูปนี้มีคนกดหัวใจสามแสนครั้ง

ระยะห่างจริงระหว่างปากของท็อปกับหน้าผากของเอม ตอนถ่ายรูปนั้น คือสี่เซนติเมตร ผู้จัดการขอให้เว้นไว้เท่านี้ เพราะถ้าปากแตะผิวจริง เอมจะต้องเมคอัพข้างหนึ่งใหม่ และคิวถ่ายมีจำกัด

พอช่างภาพพูดว่าได้แล้วครับ ท็อปก็ผละใบหน้ากลับไปในอารมณ์เดียวกับที่คนเราวางของหนัก เขาเดินไปอีกมุมห้องเพื่อโทรศัพท์ เอมหยิบกระจกขึ้นมาส่อง ทั้งสองคนทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่มองหน้ากัน ด้วยความคล่องแคล่วของคนที่ร่วมงานกันมานาน

พวกเขาแต่งงานกันได้สามปี มีผู้ติดตามรวมกันเก้าล้าน แต่ไม่ได้คุยกันนอกจอมาแปดเดือนแล้ว

ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ มันคือความจริงที่ชินแล้ว ก็เหมือนค่าเช่าออฟฟิศ เหมือนคิวถ่าย

สำหรับท็อปกับเอม ความรักไม่ใช่เรื่องโกหก พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่ากำลังโกหกใคร พวกเขารู้สึกว่ากำลังทำงาน และทำได้ดีด้วย คนที่บอกว่างานของเขาคือการโกหก คงไม่เคยทำงานที่ต้องยิ้มแปดชั่วโมงติดให้คนแปลกหน้าดู

คืนที่รถคว่ำ ฝนตกปรอยๆ ถนนเลียบหน้าผามืดสนิท

ลัมโบร์กินี อเวนทาดอร์ เครื่องยนต์ V12 พุ่งทะยานแหวกม่านฝน ท็อปไม่ได้แค่ขับเร็ว แต่เขากำลังกระทืบคันเร่งจมมิดเพื่อระบายความหงุดหงิดเรื่องพอร์ตหุ้นที่แดงเถือก เข็มไมล์ตวัดขึ้นไปแตะ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่อไอเสียแผดเสียงดังก้องสะท้อนหน้าผาแข่งกับเสียงเอม ที่กำลังต่อว่าเขาเรื่องลืมวันครบรอบการเซ็นสัญญา

รถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งช้าอยู่ข้างหน้า ท็อปหักหลบ ล้อเสียการยึดเกาะบนผิวถนนเปียก

รถหมุน ชนราวเหล็ก พลิกสามตลบ แล้วหยุดนิ่งในสภาพที่ราคาประเมินของมันลดจากสี่สิบล้านเหลือศูนย์ภายในเวลาหกวินาที

ถุงลมนิรภัยฝั่งคนนั่งกางออกทัน เอมเจ็บเล็กน้อย เธอปลดเข็มขัด คลานออกมาจากซากรถ ยืนขึ้นได้ ส่วนท็อปติดอยู่ในที่นั่งคนขับ ขาถูกคอนโซลทับ มีเลือดที่หน้าผาก น้ำมันเริ่มไหลออกมากองที่พื้น

ท็อปร้องครางเรียกเอม เค้นเสียงสั่งให้เธอโทรเรียกรถพยาบาล

เอมหยิบโทรศัพท์ออกมา นิ้วของเธอเลื่อนไปที่แป้นโทรออก เธอกำลังจะกดเบอร์ฉุกเฉิน

แล้วเธอก็หยุดนิ้วไว้ตรงนั้น

ในหัวของเอมตอนนั้น ไม่มีคำว่าฆาตกรรม ไม่มีคำว่ามรดก สิ่งที่แล่นเข้ามาคือคำถามแบบเดียวกับที่เธอถามตัวเองก่อนตัดต่อคลิปทุกคลิปตลอดห้าปีที่ผ่านมา คลิปแบบไหนคนดู คลิปแบบไหนคนเลื่อนผ่าน

ภรรยาโทรเรียกรถพยาบาล สามีรอด สองคนกลับบ้าน — เอมรู้ดีว่าคลิปแบบนั้นไม่มีเอนเกจเมนต์

เธอลดโทรศัพท์ลง

นิ้วของเอมสลับจากหน้าโทรออก เลื่อนไปกดแอปไลฟ์สด เธอจัดผมให้ยุ่งกำลังดี ป้ายเลือดจากแขนตัวเองมาที่แก้มรอยหนึ่ง รอยเดียวเท่านั้น เพราะสองรอยจะดูจัดฉากเกินไป เธอกดเริ่มไลฟ์

แค่สิบวินาทีแรก มีคนเข้ามาดูสองหมื่นคน

เอมร้องเรียกขอความช่วยเหลือ น้ำตาไหลตรงจังหวะ เธอหันกล้องไปทางซากรถให้เห็นท็อปที่กำลังดิ้น ในมุมกล้องนั้น ท็อปดูเหมือนกำลังเอื้อมมือหาเธอด้วยความรัก ที่จริงเขากำลังเค้นเสียงด่าเธอ แต่ไมโครโฟนของโทรศัพท์รุ่นนี้ตัดเสียงรบกวนได้ดีมาก เสียงด่าจึงกลายเป็นเหมือนเสียงลม

คนดูพุ่งขึ้นเป็นแสน

ในช่องแสดงความคิดเห็น ข้อความไหลทะลักลงมาเป็นสายน้ำเชี่ยวจนแทบอ่านไม่เป็นประโยค

มีคนพิมพ์ว่า ‘เกิดอะไรขึ้นคะ’

มีคนพิมพ์ว่า ‘เป็นกำลังใจให้พี่ท็อปนะครับ สู้ๆ พร้อมสติกเกอร์ชูสองนิ้ว’

มีคนพิมพ์ว่า ‘มาช่วยกันแชร์ด่วน ดันโพสต์หน่อย คนจะได้เห็นเยอะๆ’

มีคนพิมพ์แทรกขึ้นมาว่า ‘กล้องตัวนี้รุ่นอะไรคะ ภาพชัดมาก’

ข้อความว่า ‘โทร 1669 รึยังครับเนี่ย’ ปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกคลื่นสติกเกอร์รูปร้องไห้และอีโมจิพนมมือ ดันจมหายไปในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที คนพิมพ์ประโยคนั้นเองก็ไม่ได้โทร เขาแค่หยุดนิ้วแล้วจ้องมองจอต่อ

คนดูในวินาทีนั้นพุ่งทะลุสองแสนคน สองแสนดวงตาจ้องมองความตายที่กำลังถ่ายทอดสดผ่านจอ แต่ละคนถือเครื่องมือสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดอยู่ในมือ ทว่าไม่มีเครื่องไหนเลยที่กดโทรออก

ประกายไฟจากแบตเตอรี่กระโดดลงไปในกองน้ำมัน

ไฟลุกขึ้นท่วมห้องโดยสาร ท็อปแผดเสียงร้องโหยหวน เสียงนั้นไม่มีไมโครโฟนรุ่นไหนตัดทิ้งได้ มันดังทะลุไลฟ์ออกไปถึงหูคนนับแสน

เอมคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้

ตัวเลขคนดูที่มุมจอไต่ขึ้นไม่หยุด เอมชำเลืองมองมัน ระหว่างที่เปลวไฟค่อยๆ กลืนกินรถ ทุกอย่างใช้เวลาของมัน ไฟไม่ได้ลามเร็วอย่างในหนัง มันค่อยเป็นค่อยไป และตลอดเวลานั้น เอมมีเวลาเหลือเฟือที่จะวางโทรศัพท์แล้วเดินไปหาท็อป แต่เธอเลือกจะถือมันไว้

ยอดคนดูแตะหนึ่งล้าน

ใต้ภาพไฟที่กำลังกลืนรถ คอมเมนต์ยังไหลลงมาไม่ขาด ส่วนใหญ่เป็นรูปร้องไห้ กับคำว่าสู้ๆ

ท็อปเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

หนึ่งเดือนต่อมา เอมมีคนติดตามสิบล้าน

คลิปไลฟ์วันนั้นถูกแชร์ต่อในชื่อ นาทีสุดท้ายของรักแท้ คนที่แชร์ส่วนใหญ่แนบข้อความว่า ดูแล้วน้ำตาไหล กอดคนที่รักไว้นะทุกคน

เอมกลายเป็นภาพแทนของความรักและการสูญเสีย แบรนด์ต่างๆ เข้าคิวกัน เพราะคนดูเชื่อมโยงใบหน้าของเธอเข้ากับความเศร้าไปแล้ว และความเศร้าเป็นอารมณ์ที่ทำให้คนหยุดค้างบนหน้าจอได้นานที่สุด

เอมไว้ทุกข์ในชุดดำที่แบรนด์เสื้อผ้าส่งมาให้ เธอโพสต์รูปกอดอัฐิของท็อป แคปชั่นว่า ที่รัก รอเอมด้วยนะ มีคนกดหัวใจหนึ่งล้านสองแสนครั้ง เป็นโพสต์ที่เอนเกจเมนต์สูงที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ

สูงกว่าทุกโพสต์ตอนท็อปยังมีชีวิตอยู่ รวมกันด้วยซ้ำ

ตอนเย็นวันนั้น เอมนั่งคนเดียวในเพนต์เฮาส์ มองตัวเลขเอนเกจเมนต์นั้นบนหน้าจอ แล้วพูดออกมาเบาๆ กับห้องที่ว่างเปล่า

เธอไม่ได้พูดว่า ขอบใจนะท็อป การตายของเธอมีค่ากว่าตอนมีชีวิต — ประโยคแบบนั้นเป็นประโยคของตัวร้ายในละคร และเอมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวร้ายในละคร ไม่มีใครมองว่าตัวเองเป็นตัวร้ายหรอก

สิ่งที่เอมพูดจริงๆ คือ เธอมองตัวเลข แล้วพูดว่า “เยอะจัง”

แค่นั้น น้ำเสียงแบบเดียวกับคนมองยอดขาย เธอไม่ได้ดีใจ เธอไม่ได้รู้สึกผิด เธอแค่ทึ่งกับตัวเลข แล้วก็วางโทรศัพท์ลง ไปอาบน้ำ

สามเดือนต่อมา ทนายของท็อปมาที่เพนต์เฮาส์ พร้อมเอกสารและแท็บเล็ตเครื่องหนึ่ง

ท็อปทำพินัยกรรมแบบดิจิทัลฝากไว้ ตั้งโปรแกรมให้ทำงานเมื่อชีพจรเขาหยุด ทนายเปิดคลิปให้เอมดู

ในคลิป ท็อปพูดว่าเขารู้จักเอมดีพอจะเดาได้ว่าถ้าเขาตาย เธอคงทำให้มันกลายเป็นคอนเทนต์ เขาบอกว่าเขาเก็บหลักฐานความจริงทั้งหมดของทั้งคู่ไว้ คลิปตอนทะเลาะกัน หลักฐานเรื่องภาษี ทุกอย่าง และตั้งเวลาให้มันเผยแพร่สู่สาธารณะอัตโนมัติ เว้นแต่เอมจะทำตามเงื่อนไขเดียว

เงื่อนไขคือ เอมต้องทำคอนเทนต์คู่รักหวานชื่นกับ AI อวตารของท็อปทุกวัน วันละคลิป ไปจนตาย ระบบของท็อปจะสแกนใบหน้าเอมในทุกคลิปที่อัปโหลด เทียบกับค่ามาตรฐานรอยยิ้มของเธอที่เขาเก็บข้อมูลไว้ตลอดห้าปี ถ้าวันไหนอัลกอริทึมจับได้ว่ารอยยิ้มของเอมเพี้ยนไปจากค่ามาตรฐาน หรือเธอเว้นไปไม่อัปคลิป ความจริงทั้งหมดจะถูกส่งถึงนักข่าวทันที

ท็อปในคลิปหัวเราะ บอกว่ายินดีด้วย เราจะได้เป็นคู่รักในฝันตลอดกาล แบบที่เธออยากได้มาตลอด

คลิปจบ โปรเจกเตอร์กลางห้องเปิดเอง ภาพสามมิติของท็อปปรากฏขึ้น ยิ้มอบอุ่น แววตาว่างเปล่า บอกว่ามาถ่ายคลิปกันเถอะที่รัก แฟนคลับรออยู่ สาม สอง หนึ่ง

เอมมองโฮโลแกรม AI ของท็อปอยู่ครู่หนึ่ง สิ่งที่ขึ้นมาในใจเธอเป็นอย่างแรก ไม่ใช่ความกลัว

แต่เป็นการคำนวณ

คอนเทนต์คู่รักข้ามภพ ภรรยาคุยกับ AI ของสามีผู้ล่วงลับทุกวัน — เอมรู้ทันทีว่าคอนเทนต์แบบนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เธอรู้ว่ามันจะดังแค่ไหน เธอเห็นพาดหัวข่าว เห็นยอดวิว เห็นแบรนด์ เห็นทุกอย่าง สิ่งที่ท็อปออกแบบมาเป็นโซ่ตรวนเพื่อลงโทษเธอ เอมมองมันแล้วเห็นโอกาสทางการตลาดที่ดีที่สุดในรอบปี

ท็อปคำนวณเอมถูกทุกอย่าง ยกเว้นข้อเดียว เขาคิดว่าการถูกบังคับให้แสดงความรักปลอมไปตลอดชีวิต คือการลงโทษเธอ

เขาลืมไปว่าเขากำลังพูดกับคนที่แสดงความรักเป็นอาชีพมาห้าปี และไม่เคยรู้สึกว่ามันคือการลงโทษเลยสักวันเดียว

สำหรับเอม เงื่อนไขในพินัยกรรมของท็อป ไม่ใช่คำขู่

มันคือสัญญาจ้างงานระยะยาว ที่มั่นคงที่สุดเท่าที่เธอเคยได้รับ

เอมทำคอนเทนต์กับ AI ของท็อปทุกวัน วันละคลิป คลิปแรกๆ ยอดวิวถล่มทลายอย่างที่เธอคำนวณไว้ทุกประการ คนทั้งประเทศตามดูหญิงม่ายผู้รักสามีจนข้ามพ้นความตาย

ปีแรกผ่านไป คนยังดู

ปีที่สาม ยอดวิวเริ่มนิ่ง คนดูเริ่มชิน เรื่องที่เคยทำให้น้ำตาไหล พอดูทุกวันเข้า มันก็กลายเป็นเพียงเนื้อหาที่เลื่อนผ่าน

ระบบของท็อปไม่สนใจว่าคลิปของเอมมีคนดูเท่าไหร่ มันสนใจแค่ว่ารอยยิ้มของเธอได้มาตรฐานหรือไม่ แต่เอมเพิ่มดีกรีขึ้นอยู่ดี ร้องไห้หนักขึ้น รักให้ดูลึกซึ้งขึ้น ไม่ใช่เพราะระบบบังคับ แต่เพราะยอดวิวที่นิ่งทำให้เธอกระสับกระส่ายแบบเดียวกับที่เคยกระสับกระส่ายมาตลอดสิบปี เธอหยุดมือไม่เป็น ทุกเช้าเธอนั่งลงหน้ากล้อง คุยกับภาพสามมิติที่ยิ้มด้วยแววตาว่างเปล่า บอกรักมัน เล่าความหลังกับมัน ปฏิบัติกับมันเหมือนคนที่เธอรักที่สุดในโลก

วันละครั้ง ปีแล้วปีเล่า

จนวันหนึ่ง — เอมเองก็บอกไม่ได้ว่าวันไหน เพราะมันไม่มีวันที่ชัดเจน มันค่อยๆ เกิด เหมือนสนิม — เอมตื่นเช้าขึ้นมา เดินไปนั่งหน้ากล้อง เปิดหุ่น AI ของท็อป แล้วพูดคำว่าอรุณสวัสดิ์ที่รัก คิดถึงนะ

และในเช้าวันนั้น เธอพูดมันออกมาโดยไม่ได้แสดง

เธอรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ไม่ใช่เพราะเธอรักท็อปขึ้นมา ท็อปตายไปแล้ว และตอนมีชีวิตเธอก็ไม่ได้รักเขา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรัก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เอมแสดงอาการของคนรักมานานหลายปี ทุกเช้า ไม่เคยขาด เธอฝึกใบหน้าตัวเองให้อ่อนโยน ฝึกน้ำเสียงให้สั่นเครือถูกจังหวะ ฝึกแววตาให้เอ่อ จนวันหนึ่งกล้ามเนื้อทุกมัดบนใบหน้าของเธอจำทางของมันได้โดยที่เธอไม่ต้องสั่ง เธอแสดงมันบ่อยกว่าที่เธอทำอย่างอื่นใดในชีวิต บ่อยกว่ากินข้าว บ่อยกว่านอน

เอมไม่ได้ถูกขังอยู่กับผีดิจิทัลของท็อป เธอถูกขังอยู่กับสิ่งที่เธอฝึกขึ้นมาเอง ทีละคลิป ทีละปี ตั้งแต่ก่อนท็อปจะตาย ตั้งแต่ก่อนจะมีพินัยกรรม พินัยกรรมของท็อปเป็นเพียงแม่กุญแจที่คล้องประตูเอาไว้ ส่วนลูกกุญแจนั้นอยู่ในมือเอมมาตลอด

กระทั่งเช้าวันหนึ่ง เอมนั่งลงหน้ากล้องตามเวลาเดิม

หุ่น AI ของท็อป ยิ้มอบอุ่น พูดว่ามาถ่ายคลิปกันเถอะที่รัก สาม สอง หนึ่ง

เอมยิ้มให้มัน บอกรักมัน เล่าว่าเมื่อคืนฝันถึงมัน เธอทำได้ดีมาก เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีตรงไหนเป็นการแสดงเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะตอนนี้มันไม่ใช่การแสดงอีกแล้ว

คลิปนั้น ในเช้าเดียวกัน เล่นอยู่บนหน้าจอเครื่องหนึ่ง ในห้องเช่าแห่งหนึ่ง

เจ้าของห้องชื่อเก่ง อายุยี่สิบเก้า ทำงานบริษัท เขาเปิดคลิปของเอมทุกเช้าระหว่างแต่งตัว ติดต่อกันมาสามปีแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาชอบเอม เขาไม่เคยกดหัวใจ ไม่เคยพิมพ์คอมเมนต์ ถ้าให้เขาเล่าว่าคลิปเมื่อวานเอมพูดอะไร เขาก็จำไม่ได้

เก่งเปิดมันด้วยเหตุผลเดียว ห้องเช่าของเขาเงียบเกินไป และเสียงคนแปลกหน้าบอกรักกันในจอ มันช่วยให้ห้องไม่เงียบ

เช้านั้นเก่งฟังเอมบอกรักหุ่น AI ของสามีที่ตายไปแล้ว พลางก้มลงผูกเชือกรองเท้า เสียงในจอเอ่อล้นด้วยความอาลัยข้ามภพข้ามชาติ เก่งผูกเชือกเสร็จ เงยหน้าขึ้นมองจอครู่หนึ่ง

แล้วคิดว่า น่ารักดี

เก่งหยิบกุญแจ ปิดไฟ เดินออกจากห้องไปทำงาน เขาไม่ได้กดปิดคลิป ปล่อยให้เสียงเอมดังอยู่ในห้องว่างเปล่าต่อไป จนคลิปนั้นจะเล่นจบเอง แล้วจอก็ดับลง ห้องเงียบสนิทอยู่อย่างนั้นทั้งวัน รอเขากลับมาเปิดเสียงใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น

ในคลิปที่เล่นจบไปแล้วนั้น เอมบอกรักหุ่นของท็อปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเอ่อ ทำได้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

เธอเอาจิตวิญญาณของตัวเองออกมาเฉือนขายทีละชิ้น ทุกเช้า ไม่เว้นวันหยุด เป็นเวลาหลายปี จนไม่เหลือเรื่องจริงให้เฉือน ก็เฉือนเรื่องที่แต่งขึ้นต่อ

ทั้งหมดนั้น มีค่าเท่ากับเสียงพัดลม เป็นสิ่งที่คนแปลกหน้าเปิดทิ้งไว้ไม่ให้ห้องเงียบ ตอนก้มผูกเชือกรองเท้า

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา

อ่านนิทานใจเรื่องต่อไป

เสียงที่ไม่เคยมี

ดวงตาที่มองไม่เห็น

รอยเท้าเดียวกลางสายลม