NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ณ โลกที่ยังไม่รู้จักวิธีเดินเรือ ผู้คนนับแสนนับล้านติดอยู่ฝั่งแห่งความทุกข์ระทม มองข้ามไปยังฝั่งแห่งสุขที่ปรากฏอยู่ไกลออกไป แต่ไม่มีใครเคยไปถึงเสียที
บางคนพยายามว่ายน้ำข้ามไป แต่กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาไปจนหมดแรง
บางคนใช้ท่อนไม้ลอยข้ามแต่จมหาย
บางคนผูกตัวเองกับถุงลมแต่ก็ล่องลอยไปไม่ถูกทิศทาง
ทุกคนต่างอยากข้ามฝั่ง แต่ไม่มีใครรู้วิธี ไม่มีใครเคยไป ไม่มีใครเคยกลับมาเล่า
แล้ววันหนึ่งก็มีคนผู้หนึ่งที่ได้ค้นพบความลับแห่งการข้ามฟาก
จากความพยายามที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้ทดลองผิดทดลองถูกมาแสนนาน จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
เค้าไม่ได้เก็บความรู้นี้ไว้เป็นความลับ
แต่ออกมาเผยแพร่ให้ผู้คนทั่วไปด้วยความเมตตา
โดยรวบรวมหลักการข้ามฝั่งไว้ในหลัก 4 ประการ อันเป็นแก่นสาระสำคัญ
ประการที่ 1 : ธรรมชาติแห่งสายน้ำ
“การจะข้ามน้ำต้องรู้จักกระแสน้ำ ต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของน้ำได้ เราต้องล่องไปตามกระแสของน้ำ”
ท่านอธิบายว่า น้ำมีธรรมชาติของมัน ไหลตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ผู้ที่จะข้ามฟากได้ต้องเข้าใจและยอมรับธรรมชาติของน้ำ แล้วใช้ปัญญาทำงานร่วมกับน้ำ ไม่ใช่ฝืนต่อสู้กับน้ำ
ประการที่ 2 : มูลเหตุแห่งความล่มจม
“สาเหตุของการจมเกิดจากความไม่รู้ จึงทำสิ่งที่ฝืนต่อกระแสน้ำ ฝืนต่อธรรมชาติ และพะรุงพะรังไปด้วยน้ำหนักในเรือที่มากเกินจำเป็น ออกเรือไปในเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง แล่นออกนอกเส้นทางไปกับสิ่งที่ไร้แก่นสารจนหาทางไปสู่ฝั่งไม่เจอ บ้างก็หลงเข้าไปในน้ำวนจนประสบความทุกข์ยาก”
ท่านชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งปวงล้วนเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจในธรรมชาติ เมื่อไม่เข้าใจก็หลงผิด พยายามฝืนธรรมชาติ เมื่อทำผิดก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากโดยไม่จำเป็น นี่คือวัฏจักรแห่งทุกข์ที่ต้องตัดขาด
ประการที่ 3 : วิธีอันปลอดภัย
“ท่านได้บอกวิธีต่างๆที่เพื่อที่จะปกป้องจากการจมไว้โดยละเอียด เมื่อเข้าใจสาเหตุและเตรียมพร้อมให้ดีย่อมสามารถข้ามฝั่งได้”
ท่านไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี แต่ให้วิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งการเตรียมจิตใจ การเตรียมร่างกาย และการเตรียมเครื่องมือ ทุกขั้นตอนมีเหตุผล มีจุดประสงค์ชัดเจนคือการข้ามฝั่งเท่านั้น
ประการที่ 4 : เส้นทางอันแน่นอน
“ท่านได้บอกเส้นทางเดินเรือที่ราบรื่นที่สุดไว้ให้แล้วจากประสบการณ์ของท่าน ใครก็ตามที่เดินทางไปตามเส้นทางนี้ด้วยความเข้าใจย่อมพบกับฝั่งแน่นอน”
ท่านไม่ได้ให้คำสัญญาลม ๆ แต่ให้คำรับรองที่มาจากการลงมือปฏิบัติจริง ทดสอบจริง สำเร็จจริง ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอย่างถูกต้องจะต้องสำเร็จ
กาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ผู้คนค่อย ๆ ลืมเลือนวัตถุประสงค์ในการข้ามฟาก คำสอนของท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็เริ่มเสียรูปเสียทรง
บางกลุ่มไปสนใจแต่การสร้างเรือ พวกเขาแข่งขันกันว่าใครสร้างเรือสวยกว่า ใครใช้ไม้ดีกว่า ใครใช้เวลาสร้างนานกว่า จนกลายเป็นช่างฝีมือที่เก่งแต่ไม่เคยลงน้ำ
บางกลุ่มไปหมกมุ่นกับการผูกเงื่อนปมต่าง ๆ ให้สวยงาม พวกเขาท่องจำชื่อเงื่อนนับร้อยแบบ แต่ลืมไปว่าเงื่อนมีไว้เพื่อให้เรือแข็งแรง ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม
บางกลุ่มกลายเป็นนักปราชญ์ที่รู้ทุกรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ รู้ว่าไม้ชนิดไหนดีที่สุด รู้ว่าเชือกแบบไหนแข็งแรงที่สุด รู้ว่าการทาสีแบบไหนทนนานที่สุด
แต่พวกเขาไม่เคยถามตัวเองว่า “แล้วการรู้เหล่านี้จะช่วยข้ามฟากได้อย่างไร?”
บางกลุ่มใช้เวลาทั้งชีวิตถกเถียงกันว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่หมายความว่าอย่างไร ทั้งที่ท่านอธิบายไว้ชัดเจนแล้ว พวกเขาแตกเป็นนิกายย่อย ๆ มากมาย แต่ละนิกายอ้างว่าเข้าใจท่านที่สุด
ที่น่าเศร้าที่สุดคือกลุ่มที่ไม่เคยข้ามฝั่งเลย แต่เมื่อมีคนถามเรื่องเส้นทาง พวกเขาก็ชี้โบ๊ชีเบ๊ ถูกบ้างผิดบ้าง เพียงแต่อยากแสดงตัวเป็นผู้รู้เท่านั้น
พวกเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการข้ามฝั่งจนขาด ท่องจำคำสอนจนคล่อง แต่ไม่เคยลองลงมือทำจริง ๆ สักครั้ง
ในขณะที่ผู้คนวุ่นวายกับเปลือกนอกเหล่านี้ ฝั่งแห่งสุขยังคงอยู่ที่เดิม รอคอยผู้ที่เข้าใจจริงมาเยือน
คำสอน 4 ประการของท่านผู้ยิ่งใหญ่ยังคงใช้ได้ดีเหมือนเดิม ยังคงเป็นเส้นทางแห่งการข้ามฟาก ยังคงเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์
แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับหันไปยุ่งวุ่นวายกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการข้ามฟาก
วันนี้ เราจะเป็นกลุ่มไหนกัน?
จะเป็นผู้ที่ยุ่งกับเปลือกนอกจนลืมแก่นแท้?
หรือจะเป็นผู้ที่เข้าใจจุดประสงค์ของคำสอนแล้วลงมือปฏิบัติจริง?
การข้ามฟากไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันว่าใครรู้มากกว่า
ไม่ใช่เรื่องของการอวดเบ่งความเก่ง
ไม่ใช่เรื่องของการถกเถียงชิงดี
การข้ามฟากคือการลงมือปฏิบัติด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
ด้วยความจริงใจ และด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
แม่น้ำยังคงไหลอยู่
ฝั่งแห่งสุขยังคงรอคอยอยู่
คำสอนของท่านผู้ยิ่งใหญ่ยังคงใช้ได้ดีเหมือนเดิม
คำถามคือ เราจะเลือกข้ามฝาก หรือจะเลือกยุ่งกับเรือจนตายคาฝั่งเก่า?
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











