NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ไหมจำได้ว่าวันที่แม่ตาย เสียงพิณในบ้านยังดังอยู่
กลิ่นธูปจากห้องด้านในล่องลอยปะปนกับเสียงพิณของพ่อ สองสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน แต่คืนนั้นมันพันกันจนแยกไม่ออก
พ่อนั่งเล่นเพลงเดิมที่เคยเล่นให้แม่ฟังทุกค่ำ ท่วงทำนองเดิม แต่เสียงมันต่างไป เหมือนน้ำในลำธารที่ยังไหล แต่ปลาตายหมดแล้ว
ไหมอายุสิบขวบ เธอนั่งฟังพ่อเล่นจนจบ แล้วหยิบพิณตัวเล็กที่แม่ซื้อให้มาวางบนตัก ไม่ได้ตั้งใจจะเล่น แค่อยากถือมันไว้ แต่นิ้วมันไปแตะสายเอง
เสียงที่ออกมาไม่ใช่เพลง มันเป็นแค่เสียง เสียงที่ไม่มีทำนอง
พ่อหยุดเล่นทันที หันมามองลูกสาว น้ำตาไหล
“เล่นอีกสิ”
ไหมดีดอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง ไม่มีจังหวะ ไม่มีท่วงทำนอง แค่ปล่อยให้นิ้วเลื่อนไหลตามที่อารมณ์พาไป
นั่นเป็นครั้งแรกที่ไหมรู้ว่าเสียงพิณพาเธอหนีจากความเจ็บปวดได้
และเป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มหลงรักมัน
กล้าไม่มีพ่อ
แม่เลี้ยงเขาคนเดียวในตลาดสด ขายขนมจีนตั้งแต่ตีสามถึงเที่ยง แล้วไปรับจ้างซักผ้าจนค่ำ กล้าโตมากับเสียงตะโกน เสียงมีดสับเขียง เสียงน้ำกระเซ็นบนพื้นปูน
เขาได้ยินเสียงพิณครั้งแรกตอนอายุสิบสอง มีคนมาเล่นที่ศาลาริมน้ำหน้าตลาด
เสียงนั้นทำให้เขาหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง ถุงขนมจีนในมือเกือบร่วง
มันเป็นเสียงเดียวในชีวิตที่ไม่โหวกเหวก
กล้าไปหาคนเล่นพิณคนนั้น ขอเรียน คนนั้นมองมือเขาแล้วหัวเราะ “มือเอ็งหยาบเหมือนกระดาษทราย จะเล่นพิณได้ยังไง”
กล้ากลับบ้าน ฝึกเองจากพิณที่ขอยืมมา สายขาดก็ซื้อใหม่ด้วยเงินจากการเก็บขวด ฝึกจนเลือดซึมก็เช็ดแล้วดีดต่อ
แม่เห็นมือลูกเป็นแผล ถามว่า “เจ็บไหม”
“ไม่เจ็บเท่าตอนไม่มีเสียงพิณให้ฟังครับ”
สามปีต่อมา คนที่เคยหัวเราะมือกระดาษทรายของกล้ามานั่งฟังเขาเล่นแล้วอ้าปากค้าง ทุกโน้ต ทุกจังหวะแม่นยำ ราวกับตอกตะปูทุกดอกลงในตำแหน่งที่ถูกต้องสมบูรณ์
แต่ไม่มีใครขนลุกหรือร้องไห้ไปกับดนตรีของเขา
จนกระทั่งวันที่แม่ล้มป่วย กล้าเอาพิณมานั่งเล่นข้างเตียง อยากให้แม่ฟังเสียงที่เขาฝึกมาทั้งชีวิต
แม่ร้องไห้ แต่ไม่ใช่เพราะซาบซึ้ง
“หยุดเถอะลูก” แม่ว่าเบาๆ “มันแหลมคมเกินไป… แม่ฟังแล้วเจ็บ”
กล้าวางพิณลง มองมือตัวเอง มือที่ฝึกมาจนเลือดซึม มือที่พิสูจน์แล้วว่าเล่นได้ดีกว่าทุกคน
แต่เล่นให้คนที่รักที่สุดฟัง กลับทำให้เขาเจ็บ
คืนนั้น กล้าเดินออกจากบ้าน ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แม่ถามว่าจะไปหาใคร เขาตอบว่าไปหาครู
ครูเอกเปิดร้านทำพิณอยู่ริมแม่น้ำ
คนเก่าแก่ในเมืองเล่าว่าเขาเคยเป็นนักเล่นพิณที่ไม่มีใครเทียบ แต่แล้ววันหนึ่งก็หยุดเล่น หันมาทำพิณแทน บางคนว่าเขาเล่นจนสายขาดกลางเวทีแล้วอับอายจนวางพิณ บางคนว่าเขาเล่นจนบ้า หลงอยู่ในเสียงพิณสามวันสามคืนไม่กินไม่นอน จนคนต้องมาแบกออกจากห้องเพราะคิดว่าตายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องไหนจริง
ครูเอกเองก็ไม่เคยแก้ข่าว
ไหมมาเรียนกับครูเอกตอนอายุสิบห้า พ่อส่งมาเพราะเริ่มกลัว ลูกสาวเล่นพิณได้ทั้งวัน ลืมกิน ลืมนอน ลืมว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
กล้ามาตอนอายุสิบเจ็ด เดินจากตลาดสดมาถึงร้านริมน้ำด้วยตัวเอง ตาแดง ยื่นพิณให้ครูเอกดู ครูดีดสายทีเดียวแล้วคืนให้ “สายตึงไป”
“ผมรู้ครับ” กล้าว่าเบาๆ “แต่ผมไม่รู้จะคลายยังไง”
ครูเอกมองหน้าเขานาน แล้วรับเป็นศิษย์โดยไม่ถามอะไรอีก
สามปีในร้านริมน้ำ ไหมกับกล้าแทบไม่คุยกัน
ไม่ใช่เพราะความเกลียด แต่เพราะแอบดูถูกกันเงียบๆ
ไหมคิดว่ากล้าเล่นเหมือนเครื่องจักร ไร้วิญญาณ เสียงคมแต่ตัน เหมือนตอกตะปูลงกำแพง ตรงทุกดอกแต่ไม่มีรอยไหนที่สวย
กล้าคิดว่าไหมเล่นเหมือนคนเมา เคลิ้มไปกับตัวเองจนลืมโลก เสียงหวานแต่ไม่มีกระดูก เหมือนหมอกที่สวย แต่จับต้องไม่ได้
ทั้งสองไม่เคยพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาตรงๆ แต่ครูเอกได้ยิน ได้ยินจากเสียงพิณของทั้งสองคน ทุกครั้งที่เล่นใกล้กัน เสียงของไหมจะถอยออกห่าง ส่วนเสียงของกล้าจะกดทับแรงขึ้น
ครูเอกไม่เคยบอกให้ทั้งคู่เลิกดูถูกกัน เขาแค่ทำพิณของเขาต่อไป ขัดเงา ปรับสาย แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
งานสมโภชกลางเมืองปีนั้น ไหมกับกล้าต้องเล่นคนละเวที คนละเวลา
ไหมขึ้นก่อน
เธอหลับตา วางนิ้วบนสาย ปล่อยท่วงทำนองลอยออกมาอย่างเชื่องช้า เหมือนสายหมอกคลี่ตัวเหนือน้ำยามเช้า คนฟังเคลิ้ม บางคนน้ำตาไหล
แต่ไหมเองก็เคลิ้ม จมลงไปในเสียง เหมือนกลับไปเป็นเด็กหญิงตัวเล็กข้างศพแม่ ไม่รู้สึกอะไรนอกจากเสียง
ท่วงทำนองค่อยๆเลือนลง หลุดลอยออกจากเพลงทีละนิด จนจับต้นชนปลายไม่ถูก
เธอหยุดกลางเพลง
ไหมวางพิณลง ยิ้มบางๆ แบบคนที่เคยชินกับการเล่นไม่จบเพลง เดินลงจากเวที
สิ่งที่เธอไม่รู้คือ กล้ายืนฟังอยู่ด้านหลังเวที ตอนที่เธอหลงไปในเสียง เขาสะดุ้ง เพราะมันงดงามจริงๆ ไพเราะจนน่ากลัว เหมือนมองเห็นคนจมน้ำในแม่น้ำที่ใสจนเห็นก้นดิน
กล้าขึ้นเล่นต่อ
เขาจับพิณแน่นจนข้อนิ้วขาว สายตาจับจ้องที่สาย แล้วลงมือบรรเลง
เสียงแรกดังก้องคมกริบ โน้ตทุกตัวตรง จังหวะแม่นเหมือนฟันเฟืองนาฬิกา
แต่ยิ่งเล่น มือยิ่งเกร็ง เหงื่อซึมที่ขมับ ในหัวมีแต่เสียง “มือเอ็งหยาบเหมือนกระดาษทราย” มีแต่เสียงไหมที่เล่นก่อนหน้า สวยจนเขาทนไม่ได้ ต้องเอาชนะ ต้องพิสูจน์
นิ้วกดสายหนักขึ้น หนักขึ้น
เสียง “แป๊ะ” ตามมาด้วยความเงียบ
กล้ามองสายที่ขาด สีหน้าไม่ใช่แค่เจ็บเพราะสายขาด มันเจ็บเพราะเขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กมือหยาบที่ยืนโดนหัวเราะหน้าศาลาริมน้ำ
เขาเดินลงจากเวทีโดยไม่มองหน้าใคร
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ไหมยืนฟังอยู่ข้างเวที ตอนที่สายขาด เธอสะดุ้ง ไม่ใช่เพราะเสียงดัง แต่เพราะเธอได้ยินบางอย่างในเสียงพิณของกล้าก่อนมันจะขาด — ความเจ็บปวดที่เธอจำได้ดี ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความคม
คืนนั้น ครูเอกนั่งหน้าร้าน จุดตะเกียงดวงเดียว
ไหมมาก่อน นั่งลงเงียบๆ
กล้ามาทีหลัง ยืนอยู่นอกวงแสง
ครูเอกไม่พูด ไม่ปลอบ ไม่สอน
เขาหยิบพิณคันใหม่ขึ้นมา ค่อยๆ ขันลูกบิด ดีด
เสียงหย่อนเกินไป เบาจนแทบไม่ได้ยิน แล้วก็หายไปกับอากาศ
ขันลูกบิดอีกหน่อย ดีดอีกครั้ง เสียงยังเบาอยู่
ขันอีก คราวนี้เสียงเริ่มตึงขึ้น เริ่มคม เริ่มแหลม
ขันอีกนิดเดียว คมจนบาดหู
แล้วเขาก็คลายลูกบิดลงเล็กน้อย ดีดอีกครั้ง
เสียงนั้น… ไม่หวาน ไม่คม อยู่ตรงที่ไม่มีชื่อเรียก ตรงที่สายสั่นเต็มตัวมันเท่าที่มันเป็น
ครูเอกหยุดหมุนลูกบิด ดีดซ้ำอีกครั้ง
ครูเอกวางพิณลงข้างตัว มองแม่น้ำ
คืนนั้นลมแรง น้ำมีคลื่น ใบไม้ปลิว ทุกอย่างเคลื่อนไหว แต่ตรงกลางแม่น้ำมีวังน้ำวน รอบนอกหมุนเชี่ยวกราก ใบไม้ท่อนไม้ถูกดูดเข้าไปหมุน แต่ตรงกลางนิ่ง
ครูเอกไม่ได้ชี้ ไม่ได้พูด ทั้งสามแค่มองด้วยกัน
เงียบนาน
แล้วครูเอกก็หยิบพิณขึ้นมาอีกครั้ง ในท่าเล่น
ไหมกับกล้าหันมาพร้อมกัน เพราะตลอดสามปีที่อยู่ด้วยกัน ไม่เคยเห็นครูจับพิณแบบนี้เลยสักครั้ง
ครูเอกเล่น
ท่วงทำนองไม่ซับซ้อน ไม่วิจิตร ไม่เร็ว ไม่ช้า ทุกตัวโน้ตเกิดขึ้นตรงที่มันควรเกิด ดังเท่าที่มันควรดัง แล้วก็ดับไป ก่อนที่ตัวถัดไปจะผุดขึ้นมาเอง
ใบหน้าของครูเอกเหมือนคนที่กำลังฟังมากกว่าคนที่กำลังเล่น
ลมพัดแรง แสงตะเกียงวูบไหว เสียงพิณไม่แข่งกับลม แต่ไม่ยอมแพ้ลม ดังในท่วงทำนองของมัน
แล้วกลางเพลง ครูเอกก็ดีดพลาด
เสียงเพี้ยน ชัดเจน ไม่ใช่เพี้ยนแบบไหมที่หลงออกนอกเพลง
ไหมสะดุ้ง
แต่ครูเอกไม่หยุด ไม่กระตุก ไม่เปลี่ยนสีหน้า นิ้วถัดไปแตะสายถัดไป ท่วงทำนองไหลต่อ เหมือนน้ำในลำธารที่ไหลผ่านก้อนหิน
กล้ามองมือครูเอก มือที่ไม่เกร็ง ไม่ขาวซีด ไม่กดแรง นิ้วแตะสายเบาจนเขาสงสัยว่าเสียงจะออกมั้ย แต่มันออกชัดกว่าที่เขาเคยกดเต็มแรง
เพลงจบ
เงียบ
เงียบนานจนไหมทนไม่ได้ เธอเอ่ย “ครู… ครูก็ดีดพลาดเหมือนกัน”
“ก็พลาด” ครูเอกว่าเรียบๆ พลางยกถ้วยชาที่ต้มไว้ขึ้นจิบ
“แล้วครูไม่…”
“ไม่” ครูเอกวางถ้วย “ก้อนหินในลำธาร ไม่ได้ทำให้น้ำหยุดไหล มันแค่ทำให้น้ำเลี้ยวนิดหนึ่ง”
กล้ามองมือตัวเอง มือที่มีรอยแผลเป็นสิบเป็นร้อย มือที่กดทุกอย่างแรงเกินไปมาตลอดชีวิต ราวกับถ้าไม่กดแรงพอ สิ่งที่อยู่ในมือจะหลุดหาย
เขาค่อยๆ แบนิ้วออก ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้ว่ามันเกร็งมานานจนลืมไปแล้วว่าเคยผ่อนคลาย
“ครู” กล้าเอ่ย เสียงอ่อนโยนต่างจากที่เคย “ทำไมครูถึงเลิกเล่น”
ครูเอกเงียบไปนาน มองแม่น้ำ มองวังวนที่หมุนไม่หยุด
“เพราะข้าเคยเป็นเหมือนเจ้าทั้งสองคน”
ไหมกับกล้ามองครูเอก
“ข้าเคยจมในเสียงเหมือนไหม เล่นจนลืมกินลืมนอน มีคนต้องมาแบกออกจากห้อง” ครูเอกพูดเรียบๆ “แล้วข้าก็ตึงขึ้น ฝึกหนักขึ้น กดแรงขึ้น จนสายขาดกลางเวทีใหญ่”
เขาหยุดพักหายใจ
“ข่าวลือทั้งสองเรื่องนั่นจริงทั้งคู่ แค่ไม่ได้เกิดพร้อมกัน”
ไหมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างตกลงในที่ที่ลึกมาก
กล้ากัดริมฝีปาก
“แล้ววันนี้…” กล้าถาม “ที่ครูเล่นเมื่อกี้…”
“วันนี้ข้าแค่เล่น” ครูเอกว่า “ไม่ได้จมลงไป ไม่ได้บีบจนขาด แค่เล่น”
ครูเอกลุกขึ้น ข้อเข่าดังกรอบ “นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ข้ายังต้องทำพิณอีกสามคัน”
แล้วเขาก็เดินเข้าร้านไป ทิ้งศิษย์สองคนไว้กับตะเกียงที่เกือบหมดน้ำมัน
คืนนั้น ไหมกับกล้านั่งอยู่ริมแม่น้ำ
เป็นครั้งแรกที่นั่งใกล้กัน
ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้เล่นพิณ แค่นั่ง
เสียงจิ้งหรีดร้องระงมอยู่รอบข้าง ลมพัดผ่านต้นไม้เหนือหัว น้ำกระทบตลิ่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ไหมหลงคิดไปถึงแม่ ถึงเสียงพิณของพ่อในวันงานศพ ถึงตัวเองที่หนีเข้าไปในเสียงแล้วไม่ยอมออกมา พอรู้ตัวว่าหลง ก็กลับมารู้สึกตัว
กล้าหลงคิดไปถึงตลาดสด ถึงมือแม่ที่หยาบกว่ามือเขาอีก ถึงเสียงหัวเราะของคนที่ว่ามือกระดาษทราย ถึงสายพิณที่ขาดกลางเวที รู้ตัวว่าหลง ก็กลับมารู้สึกตัว
หลง แล้วกลับ หลง แล้วกลับ
ตะเกียงดับ
ในความมืด ไหมเอ่ยขึ้นเบาๆ
“กล้า”
“เสียงพิณของนาย… ตอนก่อนสายจะขาด มันมีบางอย่างที่ฉันไม่เคยมี”
กล้าเงียบ
“มันมีกำลัง” ไหมว่า “ฉันเล่นได้แต่เสียงที่ล่องลอย ไม่เคยมีพลัง”
กล้านิ่งนาน แล้วเอ่ย
“เสียงของเธอ… ตอนก่อนจะหลุดจากเพลง มันก็มีบางอย่างที่ฉันไม่เคยมี”
“อะไร”
“ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร” กล้าว่า “แต่ตอนที่ฟัง ฉันอยากร้องไห้”
เงียบอีกนาน
หลายเดือนถัดมา ร้านริมน้ำเปลี่ยนไป
ไหมกับกล้าเริ่มฝึกด้วยกัน ไม่ใช่สอนกัน แค่เล่นพร้อมกัน ฟังกัน
ไหมเริ่มรู้ว่าเสียงของเธอหลุดลอยไปตรงไหน — มันหนีทุกครั้งที่เจอความรู้สึกที่ไม่อยากรู้สึก เธอจมลงไปในเสียงเหมือนจมลงไปในน้ำ หนีจากโลกข้างนอก หนีจากเตียงที่แม่นอน หนีจากหน้าพ่อ
เธอเริ่มเล่นโดยเปิดตา
เพราะเธอเริ่มอยากเห็นโลกข้างนอกระหว่างเล่น อยากเห็นแม่น้ำ เห็นลม เห็นใบไม้ร่วง
เสียงยังหวาน แต่ไม่ล่องลอยไปไหนอีก
กล้าเริ่มรู้ว่าสายขาดเพราะมือเขาไม่เคยเชื่อว่าแรงกดเบาๆ จะพอ เขากดทุกอย่างเหมือนจะตอกมันลงไปในโลก เหมือนเด็กในตลาดสดที่ต้องตะโกนให้ดังกว่าเสียงรอบข้างเพื่อให้มีคนได้ยิน
เขาเริ่มคลายมือ
เพราะเขาเห็นมือของครูเอกในคืนนั้น มือที่แตะสายเบาแต่เสียงชัด เบาเพราะไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร
เสียงยังคม แต่ไม่บาดอีก
ปลายฝนปีนั้น ครูเอกล้มป่วย
เขานอนบนเตียงไม้ข้างหน้าต่างที่มองเห็นแม่น้ำ พิณคันสุดท้ายที่ทำค้างวางบนตู้ สายยังไม่ได้ขึง
ไหมกับกล้ามานั่งข้างเตียงทุกวัน
วันหนึ่ง กล้าเอ่ย “ครู พวกเราอยากเล่นพิณให้ครูฟัง”
ครูเอกพยักหน้า
ไหมเริ่ม เสียงหวาน ไหลเอื่อย กลางเพลงลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ผ้าม่านปลิวถูกหน้า เธอเหลือบมอง หลุดไปแวบหนึ่ง นิ้วพลาด
เธอดีดตัวถัดไป
กล้าเล่นสอดประสาน เสียงคม แต่คมแบบใบมีดที่แตะผิวน้ำ กลางเพลงเขาหลุดไปคิดถึงแม่ที่ตลาด คิดถึงคืนที่เล่นให้แม่ฟังแล้วแม่ร้องไห้ คิดว่ามือที่แตะสายตอนนี้ เบากว่าคืนนั้นมากแค่ไหน
เขาไม่ได้กัดฟัน แค่กลับมาดีดต่อ
เสียงพิณสองคันยังเป็นสองเสียง เสียงหนึ่งอ่อน อีกเสียงคม ไม่เหมือนกัน ไม่กลมกลืน แต่มันอยู่ด้วยกันได้
ครูเอกหลับตา มุมปากยกเล็กน้อย
ลมพัดเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม ตะเกียงข้างเตียงวูบ
ไหมไม่หยุด กล้าไม่หยุด
เสียงยังดังอยู่ เบาแต่ชัด ไม่แข่งกับลม
แล้วครูเอกก็หายใจออกยาว
และไม่หายใจเข้าอีก
ไหมเล่นต่อได้อีกสองสามตัวโน้ต
แล้วนิ้วเธอก็หยุด
ไม่ใช่หยุดแบบเคยชินกับการไม่จบเพลง แต่หยุดเพราะมือสั่นจนวางบนสายไม่ได้ เธอกอดพิณไว้แน่น น้ำตาหยดลงบนสาย
กล้าเล่นต่อคนเดียว
เสียงเบาลง… เบาลง… ไม่ใช่เพราะตั้งใจ แต่เพราะมือเขาก็สั่นเหมือนกัน แต่เขายังดีดต่อ ตัวโน้ตถัดไป แล้วตัวถัดไป เหมือนคนที่ก้าวเท้าต่อไปทั้งที่ตาพร่ามัว
จนเสียงค่อยๆ กลืนหายไปในเสียงลมและเสียงน้ำ
กล้าวางพิณลงเงียบๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ไหมหยิบพิณคันสุดท้ายที่ครูทำค้างไว้มาดู สายยังไม่ได้ขึง มีกระดาษแผ่นเล็กสอดอยู่
*”พิณคันนี้ไม่ต้องขึงสาย”*
มีแค่นั้น
ไหมอ่านให้กล้าฟัง ทั้งสองนั่งเงียบ
“ไม่ขึงสาย แล้วมันจะเป็นพิณได้ยังไง” กล้าถามเบาๆ
ไหมมองพิณคันนั้น ไม้ขัดเงาจนเรียบลื่น รูปทรงงดงามราวกับครูเอกทุ่มเทแรงสุดท้ายที่มีให้มัน แต่ไม่มีสาย ไม่มีเสียง
แล้วเธอก็เข้าใจ
พิณที่ไม่มีสาย ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่ต้องปรับ ไม่ต้องขัน ไม่ต้องคลาย ไม่ต้องดิ้นรนจะเป็นอะไร ไม่ต้องพิสูจน์
มันจบแล้ว
เธอไม่ได้พูดสิ่งที่คิด เพียงแขวนพิณคันนั้นไว้บนผนังหน้าร้านตามที่มันเป็น
หลายปีผ่านไป
ไหมกับกล้าเปิดร้านทำพิณร่วมกัน ริมแม่น้ำสายเดิม
กล้ากลับไปหาแม่ที่ตลาดสดทุกเดือน แม่ยังขายขนมจีนเหมือนเดิม กล้าซื้อกลับมาให้ไหมกินทุกครั้ง
ไหมเขียนจดหมายถึงพ่อทุกสัปดาห์ เล่าเรื่องแม่น้ำ เรื่องลม เรื่องนกที่มาจิกข้าวสารที่ตากไว้หน้าร้าน พ่อตอบกลับทุกฉบับ บางทีก็แนบเมล็ดดอกไม้มาให้ปลูก
บางวัน มีคนมาถาม “เล่นพิณให้ดี ต้องทำยังไง”
ไหมหยิบพิณขึ้นมาคันหนึ่ง ขันสายที่หย่อนให้ตึงขึ้นอีกนิด แล้วยื่นให้คนถาม “ลองดีดดู”
กล้าหยิบพิณอีกคันขึ้นมา คลายสายที่ตึงให้หย่อนลงอีกนิด แล้วยื่นให้เช่นกัน “ลองดีดดู”
คนถามรับมาดีดทั้งสองคัน ทำหน้างุนงง “แล้วอันไหนถูกล่ะ”
ไหมกับกล้ามองหน้ากัน ยิ้ม
แล้วไม่ตอบ
ตรงหน้าร้าน พิณคันสุดท้ายของครูเอกแขวนอยู่บนผนัง
ไม่มีสาย
ไม่มีเสียง
แต่มันไม่ได้ขาดอะไรเลย
มันสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีสายขึง
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา












