นิทานใจ, เรื่องสั้น,ปรัชญา

สลักนิรภัย

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

กฤตไม่ได้คิดค้น ‘วิชาเอาตัวรอด’ ขึ้นมาเอง เขาแค่มีครูพักลักจำชั้นเลิศ

ภาพจำแรกในวัยห้าขวบ… แม่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมดูทีวีสบายใจเฉิบ แต่พอป้าสายใจ เจ้าหนี้แวะมาเคาะประตู แม่ก็บุ้ยปาก สั่งให้เขาเดินไปบอกว่า *“แม่ไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด”

*

พอป้าสายใจคล้อยหลัง แม่ก็หัวเราะร่วน ลูบหัวเขาแล้วเอ่ยชม *“เก่งมากลูก”

*

นั่นคือปฐมบทที่สอนให้เขารู้ว่า วิชาที่คนทั่วไปเรียกว่าการโกหก แท้จริงแล้วมันคือ ‘การตอแหล’… วิชาที่ต้นทุนต่ำระยำ แต่ได้ผลชะงัด ซ้ำยังได้รับรางวัลเป็นความสบายใจ

จนกระทั่งตอนอายุเจ็ดขวบ กฤตได้เริ่มใช้วิชานี้เพื่อปกป้องตัวเองเป็นครั้งแรก

วันนั้นเขาซนจนทำโมเดลเรือรบสุดหวงของพ่อพัง แทนที่จะรับผิด เขากลับชี้นิ้วไปที่ไอ้ด่าง หมาจรจัดหน้าเซ่อที่พ่อเก็บมาเลี้ยง

พ่อกระทืบไอ้ด่างจนขาเป๋

ส่วนเขา… รอด

ไม่มีการลงโทษ ไม่มีแม้แต่คำด่า

เด็กชายวัยเจ็ดขวบไม่ได้รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขารู้สึกคือความพิศวง—คำพูดแค่ประโยคเดียว สามารถย้ายความเจ็บปวดจากตัวเองไปให้สิ่งมีชีวิตอื่นได้จริงๆ

เมื่อยางอายหยดแรกถูกสาดทิ้ง หยดต่อๆ ไปก็ง่ายเหมือนปอกกล้วย…

มัธยมปลาย เขารับปากจะทำรายงานกลุ่มให้เพื่อน แต่เอาเวลาไปหมกอยู่ในร้านเกม พอถึงวันส่ง เขาทำตาแดง น้ำเสียงสั่น บอกครูว่าแม่ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล ครูเห็นใจจนให้คะแนนพิเศษ ส่วนเพื่อนในกลุ่มเกือบติด ร.

เขากลับจำได้แค่รสชาติหวานเย็นของการเอาตัวรอด

มหาวิทยาลัย เขาเริ่มลอกข้อสอบ

วัยทำงาน เขาเริ่มขโมยผลงานคนอื่น

การโกหกฝังรากลึกจนกลายเป็นสัญชาตญาณ ม่านตาไม่ขยาย ชีพจรไม่แกว่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่แม้แต่จะกระตุก ราวกับร่างกายเรียนรู้วิธีสมรู้ร่วมคิดกับความระยำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สลักนิรภัยในใจที่เรียกว่า “ละอาย” ถูกเขาถอดทิ้งลงท่อไปนานแล้ว

สันดานที่บ่มเพาะมาทั้งชีวิต หล่อหลอมให้เขากลายเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างที่ “ดูเก่ง” ที่สุดในบริษัท…

ไม่ใช่เก่งเรื่องโครงสร้าง

แต่เก่งเรื่อง “สร้างภาพ” และมักง่ายอย่างมีวาทศิลป์

“งานแค่นี้เซ็นๆ ไปเถอะพี่ ใครจะมุดมาดูวะ”

เขาพูดประโยคนี้พลางรับซองเงินหนาเตอะเข้ากระเป๋าเสื้อ

โครงการแล้วโครงการเล่าที่เขาเซ็นรับรองส่งเดช

ท่อดับเพลิงที่ไม่ต่อกับแหล่งน้ำ

แผงควบคุมหนีไฟที่ใช้วัสดุเกรดต่ำ

ทางหนีไฟที่ลดสเปกแล้วลดอีก

เขาไม่สน

สำหรับเขา ชีวิตคือการเอาตัวรอด

และเงินคือพระเจ้า

ชีวิตคู่ก็ไม่ต่างกัน เขาแต่งงานกับพลอย ผู้หญิงซื่อสัตย์ที่เชื่อทุกคำพูดของเขาอย่างหมดใจ

“วันนี้พี่ต้องไปตรวจไซต์งานที่ชลบุรี คงค้างคืนนึงนะ”

เขากรอกเสียงเหนื่อยล้าผ่านโทรศัพท์ ทั้งที่มืออีกข้างกำลังลูบต้นขาเมย์ เด็กเลานจ์ที่เขาเลี้ยงไว้ในคอนโดใจกลางเมือง

เขาภูมิใจในตัวเองอย่างประหลาด

โลกสองใบ สามใบ สี่ใบ ถูกเขาซ้อนทับไว้ได้แนบเนียนราวเล่นกล เขาจำได้หมดว่าโกหกใครไว้ว่าอะไร ใช้คำไหน น้ำเสียงแบบไหน ต้องเสริมเรื่องไหนให้เรื่องเดิมไม่รั่ว

จิตใจของเขาทำงานหนักราวนักโทษที่ต้องคอยระแวงผู้คุมตลอดเวลา

แต่เขาคิดว่ามันคุ้ม

คุ้มกับความสุขปลอมๆ

คุ้มกับเงิน

คุ้มกับการไม่ต้องรับผิดอะไรเลย

จนกระทั่งบ่ายวันเสาร์

วันที่ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ หม่นเทาเหมือนลางร้าย

เขากำลังนอนเปลือยกายกอดเมย์อยู่บนเตียง โทรศัพท์สั่นขึ้น หน้าจอขึ้นชื่อ ”พลอย”

เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนปั้นน้ำเสียงเหนื่อยล้าแบบคนบ้างานแล้วกดรับสาย

“ฮัลโหล ว่าไงพลอย พี่กำลังดูพิมพ์เขียวอยู่ ยุ่งมาก”

ปลายสายสั่นพร่า “พี่… พลอยพาลูกมาห้างมารูโจ้ ตอนนี้สัญญาณเตือนไฟไหม้มันดังลั่นเลย คนวิ่งกันหมดแล้ว พลอยควรทำยังไง ลูกก็ร้องไห้ไม่หยุด…”

ห้างมารูโจ้

โครงการที่เขาเพิ่งเซ็นรับรองให้ผ่านเมื่อเดือนก่อน

ทั้งที่รู้เต็มอกว่าผู้รับเหมาลักไก่ใช้ระบบเตือนภัยราคาถูกที่รวนเป็นประจำ

และระบบสปริงเกอร์ชั้นสี่ถึงชั้นหกก็ยังเดินท่อไม่เสร็จด้วยซ้ำ

สัญชาตญาณแรกของเขาคือผวา

แต่วินาทีต่อมา สันดานเดิมก็ทำงานเร็วกว่า

เขาไม่อยากให้เรื่องบานปลาย

ไม่อยากให้พลอยโทรมาวุ่นวายตอนที่เขากำลังเสพความสุข

และลึกๆ เขาก็เลือกจะเชื่อสิ่งที่ทำให้ตัวเองสบายใจที่สุด—ว่าคงเป็นแค่สัญญาณรวนอีกครั้ง

“โอ๊ย พลอย ใจเย็นๆ” เขาตวาดกลบเกลื่อน “มันไม่มีไฟไหม้หรอก ระบบมันรวน ผู้รับเหมารายงานพี่แล้ว กำลังเทสต์กันอยู่”

“แต่พลอยได้กลิ่นไหม้นะพี่…”

เบื้องหลังมีเสียงคนกรีดร้องแทรกเข้ามาในสาย

“กลิ่นงานเชื่อมเหล็กโซนปรับปรุงนั่นแหละ” เขาโกหกคำที่สองอย่างลื่นไหล “เชื่อพี่สิ พี่เป็นคนคุมตึกนี้นะ พลอยจะไปรู้ดีกว่าพี่ได้ยังไง อย่าไปวิ่งตามคนอื่น เดี๋ยวลูกโดนเหยียบ อยู่ในร้านไอศกรีมนั่นแหละ เดี๋ยวพี่โทรด่าผู้รับเหมาให้ปิดระบบ”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพลอยจะถามเบาๆ

“แน่นะพี่… พลอยกลัว”

“แน่สิ อยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามออกไปเด็ดขาด พี่ติดประชุม”

เขาตัดสาย

แล้วปิดเครื่องทันที

จากนั้นก็ดึงเมย์เข้ามากอดต่อ ราวกับไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขชั่วคราวตรงหน้า

เกือบชั่วโมงต่อมา เมย์ที่นอนไถโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ก็ร้องเสียงหลง

“พี่! ห้างมารูโจ้ไฟไหม้หนักเลย ต้นเพลิงมาจากห้องเครื่องชั้นสี่ ลามขึ้นชั้นห้าแล้ว สปริงเกอร์ก็ไม่ทำงาน เห็นว่าคนตายเพียบ!”

ทั้งร่างเขาเย็นเฉียบราวถูกโยนลงน้ำแข็ง

เขากระชากโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่อง

หน้าจอสว่างวาบพร้อมตัวเลขที่ทิ่มเข้าตา

Missed Calls: 47 สายจากพลอย

เขาสติแตก สวมกางเกงลวกๆ แล้วขับรถฝ่าไฟแดงไปยังที่เกิดเหตุ

หน้าห้างเหมือนประตูนรก

ไซเรนกรีดอากาศ ควันดำข้นคลุ้งไปทั่ว ร่างที่เปื้อนเขม่าถูกหามออกมาเรียงรายบนพื้น เสียงร้องไห้ เสียงตะโกน เสียงสั่งการของเจ้าหน้าที่ปะปนกันจนโลกทั้งใบเหมือนกำลังแตก

เขาวิ่งฝ่าแนวกั้นตำรวจเข้าไป ปากตะโกนเรียกชื่อเมียกับลูกอย่างคนเสียสติ มือสั่นจนกดโทรศัพท์แทบไม่ตรง เขาโทรหาพลอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีคนรับ

จนในที่สุด สายก็ติด

“พลอย! พลอยอยู่ไหน! ลูกล่ะ!”

ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงผู้ชายทุ้มต่ำตอบกลับมา

“คุณเป็นญาติเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้หรือเปล่าครับ… ผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย”

เข่าทั้งสองข้างของเขาอ่อนยวบในทันที

“ผมเป็นผัวเธอ… เมียผมอยู่ไหน ลูกผมอยู่ไหน!”

อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบช้าๆ

“เราเจอโทรศัพท์เครื่องนี้… อยู่ในมือของผู้หญิงคนหนึ่งครับ เธอกอดเด็กผู้ชายไว้แน่นมาก”

โลกทั้งใบหยุดหมุน

เขาฝืนถามผ่านลำคอที่ตีบตัน

“เจอ… ที่ไหน”

“หลังร้านไอศกรีมชั้นห้าครับ”

ปลายสายถอนหายใจหนัก

“แปลกอยู่อย่างหนึ่งนะครับ ศพคู่นี้ไม่ได้อยู่ใกล้จุดที่ไฟลามถึงก่อน พวกเขาเสียชีวิตเพราะสำลักควัน แต่ไม่มีร่องรอยการวิ่งหนีหรือดิ้นรนมากนัก… เหมือนเธอเลือกนั่งกอดลูกอยู่ตรงนั้น รออะไรบางอย่าง รอจนหมดสติไป”

โทรศัพท์หลุดจากมือเขา หล่นกระแทกพื้นแตกละเอียด

แล้วคำพูดของตัวเองก็ดังย้อนกลับมาในหัว

ชัดกว่าหวูดไซเรน

คมกว่ากระจกที่แตกอยู่ใต้เท้า

“เชื่อพี่สิ พี่เป็นคนคุมตึกนี้นะ”“อยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามออกไปเด็ดขาด”

พลอยไม่ได้ตายเพราะหนีไม่ทัน

พลอยตายเพราะเชื่อเขา

ลูกไม่ได้ตายเพราะไฟแรงเกินไป

ลูกตายเพราะพ่อของเขาโกหกเก่งเกินไป

เขาทรุดฮวบลงกับพื้นยางมะตอย นัยน์ตาเบิกโพลงมองเปลวไฟที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง… ปากแห้งเป็นผง ไร้ซึ่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

ตลอดชีวิต เขาเชื่อว่าคำโกหกคือเวทมนตร์ราคาถูก

พูดหนึ่งครั้ง ก็รอดหนึ่งครั้ง

โยนความผิดให้คนอื่น แล้วตัวเองเดินจากมาได้สบายๆ

เพิ่งมารู้ในวันนั้นเองว่า คำโกหกไม่เคยหายไปไหน

มันแค่ย้ายหนี้ไปลงชื่อคนอื่นก่อน

แล้ววันหนึ่ง มันจะย้อนกลับมาเก็บจากเจ้าของเดิม

พร้อมดอกเบี้ยที่แพงเกินชดใช้

และนรกก็ไม่ต้องรอชาติหน้า

มันเริ่มขึ้นแล้ว

ตั้งแต่วินาทีที่เขารู้ว่า เสียงสุดท้ายที่ภรรยาและลูกเลือกเชื่อฟังก่อนตาย…

คือเสียงของเขาเอง

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา

อ่านนิทานใจเรื่องต่อไป

เรือข้ามฟาก

ขุนเขากับดวงดาว

แมลงปอในบึงเงียบ