ธุระเดียวที่เหลือ
ค่ำคืนหนึ่งในวงสนทนาเดิมที่คุ้นเคย โต๊ะตัวเดิม เพื่อนกลุ่มเดิม เสียงหัวเราะและมุกตลกยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แต่สำหรับนักปฏิบัติบางคน… ใจกลับไม่คุ้นเคยกับตรงนั้นอีกแล้ว ไม่ใช่ความรังเกียจ…
ค่ำคืนหนึ่งในวงสนทนาเดิมที่คุ้นเคย โต๊ะตัวเดิม เพื่อนกลุ่มเดิม เสียงหัวเราะและมุกตลกยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แต่สำหรับนักปฏิบัติบางคน… ใจกลับไม่คุ้นเคยกับตรงนั้นอีกแล้ว ไม่ใช่ความรังเกียจ…
ถ้าคำตอบสุดท้ายคือ “ไม่ใช่เรา” ทำไมไม่เชื่อให้จบ ทำไมต้องปฏิบัติพิสูจน์อีกให้เสียเวลา คำถามนี้ฟังดูชาญฉลาด แต่มันเกิดจากการเข้าใจผิด ว่า “เชื่อ” กับ “เห็นจริง”…
ลองจินตนาการว่า วันหนึ่งมีข้อเสนอวางไว้ตรงหน้าคุณ ได้ครอบครองทั้งจักรวาล ดวงดาวทุกดวงเป็นของคุณ โลกทั้งหลายอยู่ใต้คำสั่ง ชีวิตนับไม่ถ้วนอยู่ในกำมือ และคุณจะไม่แก่…
เรามักถูกสอนให้เชื่อว่า การยอมสละตนเองเพื่อผู้อื่นคือยอดมงกุฎของความเป็นมนุษย์ แต่หลายครั้งในชีวิตจริง เรากลับพบว่าการสวมมงกุฎนี้ มันกดทับเราจนแทบหายใจไม่ออก…
หากเปรียบชีวิตเป็นบ้านหลังหนึ่ง ห้องที่ใช้ต้อนรับผู้คน เราจัดเตรียมไว้อย่างอบอุ่น พื้นที่ซึ่งคนอื่นมองเห็น เราเพลิดเพลินอยู่กับมันได้ทั้งวัน แต่ “ห้องส่วนตัว”…
“ไม่ยึด” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ทำอะไร” “ไม่มีตัวตน” ไม่ได้แปลว่า “ไม่รับผิดชอบ” เราเชื่อกันว่า ต้องแบกตัวตนไว้จึงจะมีแรงเดิน ลึก ๆ เราแค่กลัวความว่าง—ว่างจากตัวตน…
เราได้ยินคำว่า “ปล่อยวาง” มาทั้งชีวิต เวลาเจอเรื่องหนัก ๆ คนรอบตัวก็บอกให้ปล่อยวาง บางคนก็พยายามจนวันหนึ่งใจเฉยชากับเรื่องที่เคยทำให้เจ็บ…
เวลาเดินจากแดดจ้า ๆ เข้าไปในห้องมืด แล้วประตูที่เพิ่งเดินเข้ามากลับปิดตายจนสนิท วินาทีแรก ๆ คุณจะมองไม่เห็นอะไรเลย มืดตื้อไปหมด จนอาจสรุปทันทีว่าในนี้ไม่มีอะไร…
ความรักในที่นี้ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนบุคคล ไม่ใช่ความหวานไหวที่เกิดขึ้นในใจของใครคนหนึ่ง แล้วเรียกร้องให้โลกตอบสนองกลับมาในรูปแบบที่ตนปรารถนา ความรัก ไม่ยึด ไม่ครอบครอง…
“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดในยุคนี้ดูเหมือนจะเป็นคำว่า “ยุ่งมาก” คนฟังเข้าใจทันที บางครั้งยังแฝงความนับถืออยู่ในนั้นด้วย…
No account yet?
Create an Account