นิทานใจ, เรื่องสั้น,ปรัชญา

บันทึกลับของแมวสีรุ้ง

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

ฉันยังจำวันนั้นได้… วันที่ความมืดกลืนกินทุกอย่างไป วันที่ฉันสูญเสียทั้งตำแหน่ง ครอบครัว และตัวตน ฉันเคยเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลที่ใครๆ นับหน้าถือตา มีทุกอย่างที่คนทั่วไปปรารถนา

ทุกอย่างเริ่มจากการแต่งตัวเลขงบประมาณเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้โบนัสพิเศษมาซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกสาว ฉันบอกตัวเองว่าแค่ครั้งเดียว แต่เมื่อไม่มีใครจับได้ ครั้งที่สองก็ตามมา… ครั้งที่สาม… จนฉันเริ่มทำมันเป็นนิสัย


จากการแต่งตัวเลขเล็กๆ กลายเป็นการยักยอกเงินที่ใหญ่ขึ้น ฉันโกหกคณะกรรมการ โกหกเพื่อนร่วมงาน โกหกครอบครัว จนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ ฉันต้องจดบันทึกว่าโกหกใครเรื่องอะไรไว้บ้าง เพื่อจะได้โกหกให้ตรงกัน

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ เงินที่ยักยอกไปส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณสำหรับซื้อยาให้ผู้ป่วย ฉันปลอมเอกสารการจัดซื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาด้อยคุณภาพ จนกระทั่งวันหนึ่ง… มีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตเพราะยาไม่ได้มาตรฐาน


คืนนั้น เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ทุกอย่างพังทลาย ฉันถูกไล่ออก ถูกฟ้องร้อง ครอบครัวไม่ยอมรับ ลูกสาวบอกว่าเกลียดของขวัญทุกชิ้นที่ฉันซื้อให้ เพราะมันเปื้อนเลือดของเด็กที่ตายไป

ฉันนั่งอยู่ในห้องคนเดียว มองดูข่าวที่รายงานเรื่องราวของฉัน มองรูปครอบครัวที่มีความสุข มองของขวัญราคาแพงที่ซื้อมาด้วยเงินสกปรก… และตัดสินใจว่าจะจบทุกอย่าง


"เธอมีทางเลือก" เสียงนั้นดังขึ้นในคืนที่ฉันคิดจะจบชีวิตตัวเอง "เธออาจสูญเสียทุกอย่าง แต่ยังมีโอกาสช่วยให้คนอื่นไม่ต้องเดินทางเดียวกับเธอ"

แสงสีรุ้งสว่างวาบ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฉันได้กลายเป็นแมว แมวที่มีพลังพิเศษในการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของผู้ที่โกหก และสามารถทำให้พวกเขาเห็นสิ่งที่ฉันเห็น


เด็กๆ ที่ฉันได้พบ แต่ละคนมีเรื่องราวที่แตกต่าง เมษาโกหกเพราะต้องการการยอมรับ น้องภูมิโกหกเพราะกลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง น้องพลอยโกหกเพราะอยากให้เพื่อนๆ ชื่นชม แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน – พวกเขากำลังค่อยๆ สูญเสียตัวตนที่แท้จริงไป เหมือนที่ฉันเคยเป็น


"ทำไมแมวถึงมีสีรุ้ง?" เด็กๆ มักถาม

ฉันมักยิ้มและตอบว่า "เพราะความจริงมีหลายด้าน เหมือนสีรุ้งที่มีหลายสี บางครั้งมันสดใส บางครั้งมันเจ็บปวด แต่ทุกสีล้วนงดงามในแบบของมันเอง"

สิ่งที่ยากที่สุดคือการเห็นพวกเขาร้องไห้เมื่อต้องเผชิญกับความจริง แต่ฉันรู้ดีว่าน้ำตาเหล่านั้นคือการชำระล้าง ดีกว่าความเจ็บปวดที่ต้องแบกความเท็จไปตลอดชีวิต


เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฉันนั่งมองเมษายิ้มอย่างมีความสุขหลังจากเลิกโกหก ฉันได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง

"เธอพร้อมจะกลับเป็นมนุษย์แล้วหรือยัง?"

ฉันมองดูเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก ขนสีรุ้งที่เคยเป็นเครื่องหมายของการลงทัณฑ์ บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ฉันภาคภูมิใจ

"ขอเป็นแมวต่อไปค่ะ" ฉันตอบ "ยังมีเด็กๆ อีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และการได้เห็นพวกเขาค้นพบความสุขที่แท้จริง… มันทำให้ฉันรู้สึกเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากกว่าตอนที่เป็นคนเสียอีก"


บางครั้งฉันยังเจอเด็กๆ ที่เคยช่วย พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าเผชิญความจริง บางคนเล่าให้ลูกฟังถึงแมวสีรุ้งที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขา บางคนตั้งใจว่าจะเป็นครูเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่หลงทาง

และทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น ขนสีรุ้งของฉันจะเปล่งประกายสว่างขึ้น ราวกับจะบอกว่า – บางครั้งเราก็ต้องสูญเสียทุกอย่างไป เพื่อค้นพบสิ่งที่มีความหมายกว่า

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา