นิทานใจ, เรื่องสั้น,ปรัชญา

น้ำตา

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

ตอนอายุหกขวบ เขาขี้เกียจเก็บของเล่น เมื่อถูกแม่ดุ เขาค้นพบว่าตัวเองสามารถเกร็งกล้ามเนื้อตาจนแดงรื้น บีบจังหวะหายใจให้สะอื้นสั่น และเค้นน้ำตาให้หยดแหมะลงมาได้ภายในสามวินาที

แค่บีบน้ำตาแล้วบอกว่า “หนูปวดหัว หนูนอนไม่หลับ” ทุกอย่างก็จบลง

อายุแปดขวบ เขาอยากได้เครื่องเกมเพลย์สเตชันที่กันต์ พี่ชายของเขาเก็บเงินค่าขนมซื้อเองมาเป็นปี

เก่งลงไปนอนชักดิ้นชักงอหน้าทีวี กันต์รำคาญจึงใช้เท้าเขี่ยเขาออก

แทนที่จะลุกขึ้น เก่งพุ่งหัวตัวเองกระแทกขอบโต๊ะรับแขก เลือดสดๆ ไหลอาบหน้า

เมื่อพ่อแม่วิ่งเข้ามาดู เก่งชี้หน้าพี่ชายทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นเทา

“พี่กันต์เตะผม! พี่ขู่ว่าจะฆ่าผม!”

พ่อแม่ตื่นตระหนกกับความรุนแรง กันต์ถูกลากไปพบจิตแพทย์ ถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหาควบคุมอารมณ์และต้องเริ่มกินยาระงับประสาท

เครื่องเกมถูกยึดมาวางไว้ในห้องของเก่ง

เก่งนั่งกดจอยสติ๊ก ในกระจก… ผ้าพันแผลบนหัวเขาดูเหมือนมงกุฎ

บ่ายวันอาทิตย์หนึ่งในวัยสิบสอง เก่งแอบสูบบุหรี่ที่ขโมยมาในห้องเก็บของใต้บันได

เสียงรถพ่อแม่เลี้ยวเข้าซอย

เขาสะดุ้ง ปล่อยบุหรี่หลุดมือ มันกลิ้งตกบนกองกระดาษหนังสือพิมพ์ ควันกรุ่นขึ้น เก่งลนลานคว้าผ้าห่มผืนเก่ามาตบ — จังหวะสะบัดไปโดนแกลลอนทินเนอร์ล้มคว่ำ

เปลวเพลิงลุกพรึบ

ไฟลามเลียกำแพง กลืนบันไดขึ้นชั้นสอง

เก่งสำลักควัน วิ่งหนีตายออกทางประตูหลัง

พี่กันต์นอนซมเพราะพิษไข้อยู่ข้างบน

เก่งยืนหอบอยู่หลังบ้าน ได้ยินเสียงไอโขลกและเสียงทุบกระจกจากหน้าต่างชั้นสอง

“เก่ง! แค่กๆ… ไฟไหม้! ตามคนมาช่วยพี่ที!”

เสียงของพี่ชายแหบพร่า เก่งก้าวเท้าออกไปครึ่งก้าว หัวใจเต้นระรัว ภาพตอนที่กันต์สอนเขาปั่นจักรยาน ภาพตอนที่กันต์เจียดเงินค่าขนมซื้อไอศกรีมให้ ลอยเข้ามาในหัว

เสียงไซเรนรถดับเพลิงดังแหวกอากาศมาแต่ไกล พร้อมกับรถของพ่อแม่ที่จอดเทียบหน้าบ้าน

เก่งมองมือตัวเองที่เปื้อนเขม่าดำ มองกองเพลิงที่กำลังกลืนกินตึกทั้งหลัง เขาสูดหายใจลึก ประตูบานเล็กในใจปิดตายลง

เก่งกอบขี้เถ้าป้ายหน้า วิ่งอ้อมไปหน้าบ้านแล้วโผเข้ากอดแม่

“แม่! พี่กันต์… พี่กันต์ทำ!”

นักดับเพลิงสองคนกำลังลากสายยางวิ่งสวนเข้าไป เก่งยื้อแขนตำรวจที่วิ่งตามมา “อย่าเข้าไปนะ! พี่กันต์คลั่ง! เขากินยาอะไรไม่รู้ตาขวาง ถือมีดขู่จะแทงทุกคนแล้วจุดไฟเผาบ้าน!”

ตำรวจชะงัก กระชากวิทยุสกัดนักดับเพลิง “ระงับการบุก! ผู้ต้องสงสัยมีอาวุธและคุ้มคลั่ง!”

พ่อพุ่งถลำเข้ากองเพลิง แต่นักดับเพลิงรวบตัวไว้แน่น

“ปล่อยกู! ลูกกูอยู่ข้างบน!” พ่อดิ้นรนสุดแรง

“เข้าไปไม่ได้ครับ! เขามีอาวุธ!”

“อาวุธบ้าอะไร! ลูกกูจะตายแล้ว!”

ความสับสนและการรอคำสั่งกินเวลาแค่สองนาที

บนหน้าต่างชั้นสอง กันต์ทุบกระจกจนแตก ร่างกายโอนเอนไร้เรี่ยวแรง เขามองลงมาที่น้องชายด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ก่อนที่ควันดำทึบจะกลืนร่างเขาหายไป

เสียงลั่นกึกก้องดังขึ้น โครงหลังคาทรุดฮวบลงมา

เก่งซุกหน้าลงกับอกแม่ ร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ในมุมที่ไม่มีใครเห็น มุมปากของเด็กชายกระตุกยิ้ม

หลังงานศพ เก่งร้องไห้ได้น่าสงสารกว่าเดิม มือสั่นสมจริงขึ้น หวาดผวาได้แนบเนียน พ่อแม่พาเขาไปหาหมอคนเดียวกับพี่ชาย หมอเห็นอาการถอดแบบกันมา ก็ปักใจเชื่อเรื่องกรรมพันธุ์ นานวันเข้า… เก่งเริ่มถูกขังอยู่ในบทบาทของตัวเอง จนแยกไม่ออกอีกต่อไปว่าน้ำตาหยดไหนคือการแสดง หยดไหนคือความจริง

สองปีต่อมา…

เก่งในวัยสิบสี่ นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ในห้องที่มีลูกกรงเหล็กดัดแน่นหนาทุกบานหน้าต่าง

ร้องไห้ก็ถูกมัด — โกรธก็ถูกฉีดยา — เงียบก็ถูกจับตาว่ากำลังสะสมพายุ

ประตูห้องเปิดออก แม่เดินเข้ามาพร้อมถาดหลุมใส่ยาเม็ดและบุรุษพยาบาลร่างยักษ์สองคน

“แม่ ผมอยากไปเดินห้าง ผมอยากไปโรงเรียน”

เก่งงอแง เกร็งกล้ามเนื้อตา บีบน้ำตา

แต่แทนที่แม่จะใจอ่อน นัยน์ตาของแม่กลับเบิกกว้างด้วยความผวา แม่ถอยหลังกรูด

“อย่าลูก… หมอบอกว่าอาการก้าวร้าวคือสัญญาณแรกของการกำเริบ… เหมือนพี่กันต์”

เก่งสติแตก แหกปากตะโกนความจริง

“ผมโกหก! พี่กันต์ไม่ได้บ้า! พี่ไม่ได้เผาบ้าน! ผมทำไฟไหม้เอง!”

“เห็นไหมคะ… หลงผิดหนักขึ้นทุกวัน ตอนนี้หาว่าตัวเองวางเพลิงแล้ว…” แม่กัดริมฝีปาก มือสั่น “ขอให้เขาหลับเถอะค่ะ ขอให้หลับ”

เข็มฉีดยาแทงทะลุต้นแขน

เก่งดิ้นพราก แต่สู้แรงผู้ใหญ่ไม่ได้ น้ำตาแห่งความสิ้นหวังของจริงไหลทะลักออกมา… แต่ไม่มีใครบนโลกใบนี้เชื่อมันอีกต่อไป

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา

อ่านนิทานใจเรื่องต่อไป

เรือข้ามฟาก

ขุนเขากับดวงดาว

แมลงปอในบึงเงียบ