NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
คืนที่ฝันเห็นชีวิตตัวเองพังทลาย พ่อเพิ่งด่าเรื่องจานข้าว
จานใบนั้นมีเศษไข่ดาวติดขอบ เม็ดข้าวแข็งเกาะเป็นวง ถูกวางทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นก่อนเจ้าตัวจะหันกลับไปสนใจหน้าจอเกม
พ่อเดินมาเห็นตอนเกือบสี่ทุ่ม สายตาไม่ได้หยุดอยู่แค่จานใบนั้น แต่มองเลยไปถึงหน้าจอเกม สมุดการบ้าน ดินสอที่ตกอยู่ใต้โต๊ะ และนาฬิกาแขวนผนังที่เข็มสั้นใกล้แตะเลขสิบ… ก่อนจะหันกลับมามองเขา
นั่นแหละสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด พ่อไม่เคยด่าแค่เรื่องตรงหน้า แต่มักเห็นเส้นทางยาวเหยียดที่ลากต่อออกไปจากเรื่องเล็กๆ เสมอ ราวกับสายตานั้นมองทะลุไปถึงปีหน้า โต๊ะที่รกกว่าเดิม การบ้านที่ยังไม่ได้ทำ คำโกหกที่เตรียมไว้ใช้ และนิสัยแย่ๆ บางอย่างที่กำลังหยั่งรากอย่างเงียบเชียบ
“ของที่ตัวเองใช้แล้ว ก็ต้องรู้จักรับผิดชอบ”
เขาถอนหายใจดังเกินจำเป็น “เดี๋ยวเก็บ”
อีกฝ่ายเงียบ
ใกล้มือพ่อมีกระดาษพับครึ่งวางอยู่ข้างแก้วน้ำ พ่อชอบมีกระดาษแบบนี้ติดตัวเสมอ ด้านหนึ่งจดของที่ต้องซื้อ อีกด้านจดตัวเลขบางอย่าง บางทีก็มีประโยคสั้นๆ เขียนไว้เหมือนเตือนตัวเองมากกว่าสอนใคร วันนั้นเขาเห็นหัวข้อบนกระดาษแค่ไม่กี่บรรทัด
ค่าไฟ
น้ำปลา
น้ำยาซักผ้า
ถุงขยะ
ลายมือเล็ก แน่น และตรง เหมือนพยายามบังคับความคิดจำนวนมากให้อยู่ในแถวเดียวกัน พ่อพับกระดาษเก็บลงกระเป๋าเสื้อ แล้วพูดขึ้นมา
“เดี๋ยวของแกนี่น่ากลัวนะ”
เขากลอกตา พ่อเห็น… แต่ไม่ว่าอะไร
“ถ้าไม่มีใครคอยเตือน แกจะเดี๋ยวไปจนถึงไหน”
ตอนนั้นไม่มีคำว่าสำนึกอยู่ในหัว มีแต่ความรำคาญ รำคาญเสียงบ่น รำคาญจาน รำคาญชีวิตที่มีคนคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเล็กๆ ทั้งที่ในเกมกำลังจะผ่านด่านสำคัญ เขาเดินปึงปังไปเก็บจาน เปิดน้ำแรงเกินเหตุ ล้างแบบขอไปที แล้วกระแทกจานลงตะแกรงเสียงดังแกร๊ก จงใจให้ทั้งบ้านรู้ว่ากำลังถูกบังคับ
พ่อไม่ได้ต่อความยาว แค่หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เขียนอะไรบางอย่างลงมุมล่าง แล้วพับเก็บเข้าที่เดิม เขาอยากรู้ว่าพ่อเขียนอะไร แต่ความอยากรู้ก็พ่ายแพ้ต่อความหงุดหงิด
เด็กชายกลับเข้าห้อง ปิดประตูทิ้งตัวลงนอนทั้งที่ไฟยังเปิดไว้ สมุดการบ้านยังกางอ้าอยู่บนโต๊ะ ดินสอยังตกอยู่ใต้โต๊ะเหมือนเดิม
ก่อนหลับ เขายังนึกหัวเสียว่ากะอีแค่จานใบเดียว ทำไมต้องทำเหมือนโลกจะแตก
แล้วคืนนั้น… โลกก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จริงๆ
เพียงแต่ไม่ใช่โลกใบที่เขาตื่นอยู่
ในความฝันนั้น พ่อจากไปแล้ว
ไม่มีภาพสโลว์โมชัน ไม่มีฝนตกพรำ ไม่มีคำสั่งเสีย ไม่มีมืออุ่นๆ ให้จับก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้าย พ่อแค่หายไปจากบ้าน
รองเท้าแตะยังวางอยู่มุมเดิม แก้วน้ำยังตั้งอยู่ข้างเก้าอี้ เสื้อบางตัวในตู้ยังมีกลิ่นยาหม่องจางๆ แต่เจ้าของจะไม่กลับมาใช้มันอีก
ช่วงแรก บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ญาติเอาของกินมาให้ ครูโทรมาถามไถ่ เพื่อนบางคนส่งสติกเกอร์ร้องไห้มาในแชต ผู้ใหญ่หลายคนลูบหัวพร้อมเอ่ยคำปลอบโยน… แต่เขาจำไม่ได้เลยสักคำ
จำได้แค่เสียงถุงพลาสติก เสียงคนแกะกับข้าวใส่จาน เสียงช้อนกระทบถ้วย และเสียงกระซิบกระซาบของญาติที่คิดว่าเด็กคงไม่ได้ยิน
“ยังเล็กอยู่เลย”
“สงสารมัน”
“จากนี้ต้องดูแลกันดีๆ นะ”
คำว่า “ดูแลกันดีๆ” ดังก้องอยู่หลายวัน ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาลงเหมือนเสียงรถที่ขับห่างออกไปจากซอย สุดท้ายทุกคนก็กลับไปมีชีวิตของตัวเอง
แม่ยังอยู่ แต่ไม่เหมือนเดิม
หรือบางทีอาจจะเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีพ่อคอยถ่วงน้ำหนักไม่ให้บ้านลอยเคว้งไปตามอารมณ์ของแม่ แม่เดินช้าลง พูดน้อยลง บางวันนั่งเหม่อมองตะกร้าผ้าจนลืมกดเครื่องซัก บางวันทำกับข้าวสามอย่างเหมือนตอนบ้านยังมีคนกินเยอะๆ ทั้งที่เหลือกันอยู่แค่สองคน บางวันดูเข้มแข็งจนเหมือนคนแปลกหน้า แต่บางวันกลับน้ำตาไหลเพียงเพราะหาฝาขวดน้ำไม่เจอ
ทว่าในโทรศัพท์ของแม่ ชีวิตกลับดูเข้าที่เข้าทางกว่านั้นมาก รูปแจกันถูกขยับบังรอยคราบน้ำชา รูปอาหารหน้าตาน่ากินถูกถ่ายไว้ก่อนใครจะลงมือ รูปเขาตอนเด็กถูกโพสต์พร้อมคำบรรยาย “กำลังใจของแม่” ทั้งที่วันนั้นแม่แทบไม่ได้สบตาเขาเลยตอนเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง
ไม่รู้หรอกว่าการทำแบบนั้นมันผิดไหม รู้แค่ว่าบ้านในหน้าจอโทรศัพท์สะอาดกว่าบ้านจริงเสมอ
หลังพ่อจากไป บ้านไม่ได้พังทลายลงในทันที มันแค่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปทีละนิด นาฬิกาในครัวเดินช้าลงเจ็ดนาที และไม่มีใครปีนขึ้นไปตั้งใหม่ ใบแจ้งค่าไฟถูกเสียบซุกไว้หลังตู้เย็นจนเกือบลืมจ่าย น้ำยาซักผ้าหมดเกลี้ยงโดยไม่มีขวดใหม่มาแทนที่ โต๊ะกินข้าวมีข้าวของวางสุมทับมากขึ้นทุกวัน กล่องใบเสร็จของพ่อเปิดอ้าค้างอยู่ข้างตู้ ราวกับซากสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ยังไม่ถูกฝัง
เรื่องพวกนี้เล็กน้อยเหลือเกิน เล็กเสียจนไม่มีใครเสียน้ำตาให้
เขาไม่รู้จะรับมือกับแม่ในสภาพนั้นอย่างไร ไม่รู้จะทำอย่างไรกับบ้านที่เวลาเริ่มบิดเบี้ยว และไม่รู้จะทำอย่างไรกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่าลงทุกวัน
จึงเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด… เขาขังตัวเองไว้ในห้อง
เริ่มจากไม่ทำการบ้าน ไม่อาบน้ำ ไม่เก็บจาน นอนดึก ตื่นสาย แต่ไม่มีใครหลงเหลือเรี่ยวแรงพอจะลากเขากลับเข้าลู่เข้าทางได้เหมือนที่พ่อเคยทำ
แม่เคยมายืนหน้าห้อง เคาะประตูเบาๆ
“ทำการบ้านหรือยังลูก”
เขาตอบส่งๆ ทั้งที่ตายังจ้องหน้าจอเกม “ทำแล้ว”
อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง “งั้นก็นอนเร็วหน่อยนะ”
“ครับ”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้นอนเร็ว และ…ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โลกไม่ได้ถล่มทลายลงมา ครูด่าก็แค่ก้มหน้า เพื่อนหัวเราะเยาะก็แค่หัวเราะตาม คะแนนตกก็ซ่อนสมุดพก แม่ถามก็แค่โกหก
คำโกหกครั้งแรกมักเสียงสั่น ครั้งที่สองเริ่มง่ายขึ้น พอครั้งที่สามก็พ่นออกไปได้โดยแทบไม่ต้องคิด
“ครูไม่ได้สั่ง”
“ลืมไว้ที่โรงเรียน”
“ปวดหัว”
“เดี๋ยวทำ”
“เพื่อนยืมไป”
คำว่า ‘เดี๋ยว’ ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ตัว แต่ในเมื่อไม่มีใครคอยเตือนว่ามันน่ากลัว มันจึงค่อยๆ เติบโต กัดกินพื้นที่ในชีวิต
จากเดี๋ยวเก็บจาน กลายเป็นเดี๋ยวค่อยทำการบ้าน
จากเดี๋ยวกลับบ้าน กลายเป็นเดี๋ยวค่อยเลิกคบเพื่อนกลุ่มนี้
จากเดี๋ยวปรับตัว กลายเป็นเดี๋ยวค่อยทำชีวิตให้ดีขึ้น
‘เดี๋ยว’ ของเขายืดยาวออกไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันก็ยาวพอจะกลืนกินทั้งชีวิตจนมิด
เขาเจอเพื่อนกลุ่มใหม่หลังโรงเรียน พวกนั้นไม่ได้ดูเป็นปีศาจร้าย คนหนึ่งตัวผอมแกร็นติดนิสัยหัวเราะก่อนพูด อีกคนไว้ผมยาวผิดระเบียบ ส่วนอีกคนชอบขโมยชอล์กไปวาดรูปหยาบโลนบนกำแพงหลังโรงอาหาร
พวกเขาดูเหมือนเด็กที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใดบนโลก ไม่กลัวครู ไม่กลัวพ่อแม่ ไม่กลัวตำรวจ ไม่แคร์อนาคต
สำหรับเด็กที่เพิ่งสูญเสียเสาหลัก คนที่ไม่กลัวอะไรเลยมันดูเท่ชะมัด
เขาอยากเป็นให้ได้อย่างนั้นบ้าง อยากพ่นคำหยาบโดยไม่มีใครกล้าหือ อยากลุกเดินออกจากห้องเรียนกลางคาบแล้วหัวเราะร่วน อยากทำตัวเหมือนชีวิตไร้ค่าไม่น่าทะนุถนอม เพราะถ้ายอมรับว่าชีวิตมีค่า ก็เท่ากับต้องยอมรับความจริงอันปวดร้าวว่า… เขาเพิ่งสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแล้ว
เขาจึงค่อยๆ ปล่อยตัวให้แหลกเหลวไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ใช่ความรุนแรงแบบเด็กที่ถูกเบลอหน้าบนหน้าข่าว แต่เป็นการสูญเสียความละอายใจไปทีละนิด
วันแรก เขาแค่ยืนดูต้นทางตอนเพื่อนจิ๊กขนมในร้านสะดวกซื้อ หัวใจเต้นระรัวจนหูอื้อ เพื่อนยัดขนมใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินลอยหน้าลอยตาออกมา
“เห็นไหม ง่ายจะตาย”
เขาหัวเราะเออออตามไป ทั้งที่มือเย็นเฉียบ
วันต่อมา เขาเป็นคนลงมือเอง ซองขนมเล็กๆ ราคาไม่กี่บาท ทว่าตอนก้าวพ้นประตูร้าน รู้สึกราวกับตัวเองลอกคราบกลายเป็นคนใหม่… จะแย่ลงหรือกล้าหาญขึ้น ก็ยังแยกไม่ออก
เพื่อนตบไหล่ดังป้าบ “เออ ต้องแบบนี้ดิวะ”
คำชมสั้นๆ นั้นทำเอาหัวใจอุ่นวูบ
ในเมื่อที่บ้านไม่มีใครเหลือเรี่ยวแรงพอจะรั้งเขาไว้ แต่ที่นี่… ยังมีคนคอยตบไหล่ยอมรับเขาอยู่
พฤติกรรมเริ่มหนักข้อขึ้น โดดเรียน กลับดึก พูดจาห้วนกระด้างใส่แม่ และเริ่มฉกเงินจากลิ้นชัก ครั้งแรกยี่สิบบาท ครั้งต่อมาห้าสิบ ทบเป็นร้อย
แม่รู้… และเขาก็รู้ว่าแม่รู้
แต่แม่เลือกที่จะเงียบ
ความเงียบนั้นกระพือความโกรธให้ลุกโชนยิ่งกว่าถูกจับได้คาหนังคาเขา เขาอยากถูกด่า อยากถูกตี อยากโดนปาข้าวของใส่หน้า อยากให้แม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ว่า เขายังมีตัวตนและมีความหมายในชีวิตของใครสักคน
แต่แม่ทำเพียงเปิดลิ้นชัก มองช่องว่างที่เงินเคยอยู่ แล้วเลื่อนปิดอย่างแผ่วเบา
ราวกับกลัวว่าเสียงดังเพียงนิด จะทำให้บ้านแตกสลายลงไปอีก
เย็นวันนั้นมีไข่เจียวตั้งโต๊ะ ไหม้ขอบนิดๆ แบบที่เขาเคยชอบกินตอนเด็กๆ
ตักเข้าปากไปได้สองคำ เขาก็บ่นกระปอดกระแปด “เค็ม”
“เดี๋ยวทอดให้ใหม่นะ”
เขาผลักจานออกห่างตัว “ไม่กินแล้ว”
จังหวะที่หมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง หางตาตวัดไปเห็นแม่นั่งนิ่งอยู่หน้าจานใบนั้น ไม่มีน้ำตาไหลรินให้เห็น มีเพียงตะเกียบที่คีบไข่เจียวรสเค็มชิ้นนั้นเข้าปาก แล้วเคี้ยวช้าๆ
คืนนั้น แม่โพสต์รูปอาหารมื้อเย็นในมุมที่จัดแสงอย่างดี จานไข่เจียวในรูปดูน่ากินกว่าของจริงลิบลับ ข้อความใต้ภาพปรากฏขึ้นแวบเดียวก่อนเขาจะกดล็อกหน้าจอ
”บ้านคือที่พักใจของเราเสมอ”
ไม่รู้ทำไม… ประโยคสั้นๆ นั้นถึงทำให้อยากปาโทรศัพท์อัดกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด
หายนะไม่ได้เคลื่อนตัวมาเป็นขบวนใหญ่โต แต่มันแทรกซึมมาในรูปของจานที่ไม่เก็บ การบ้านที่ไม่ส่ง และคำโกหกที่ลื่นไหลขึ้นทุกวัน
เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางกองขยะเล็กๆ เหล่านั้น ห้องนอนเหม็นอับ เสื้อผ้าซุกกองใต้เตียงจนหาอะไรไม่เจอ แสงหน้าจอมือถือสาดสะท้อนใบหน้ายันตีสามตีสี่ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเล็บดำปิ๊ดปี๋ ตาแห้ง สมองตื้อ ร่างกายหนักอึ้งราวกับกระสอบทรายที่ต้องฝืนลากไปมา
ครูเลิกไถ่ถาม เพื่อนดีๆ เลิกสุงสิง ญาติเลิกตักเตือน… และแม่ เลิกต่อว่า
การถูกทอดทิ้งให้จมจ่อมอยู่กับความเหลวแหลกของตัวเอง ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับอิสระเลยสักนิด แต่มันเหมือนถูกขังลืมในห้องปิดตาย ที่ไม่มีใครหน้าไหนอยากไขกุญแจเข้ามาอีกแล้ว
กลุ่มเพื่อนตัวแสบเริ่มแตกฉานซ่านเซ็น คนหนึ่งโดนรวบข้อหาขโมยมอเตอร์ไซค์ คนหนึ่งหนีออกจากบ้านหายเข้ากลีบเมฆ คนหนึ่งเมายาจนหลอนนั่งหัวเราะกับกำแพง ส่วนอีกคนถูกแทงไส้ไหลอยู่ปากซอยเพราะเรื่องหนี้สินอีรุงตุงนัง
ตัวเขาเองยังถลำลึกไปไม่ถึงจุดจบแบบนั้น และนั่นแหละ… คือความโหดร้ายที่แท้จริง
เพราะชีวิตบางรูปแบบ ไม่ได้ลงมือฆ่าเราให้ตายตกไปในคราวเดียว มันแค่ปล่อยให้เรามีลมหายใจอยู่ต่อ ในสภาพที่แทบจะจดจำเค้าโครงเดิมของตัวเองไม่ได้อีกเลย
คืนหนึ่งฝนตกหนัก เขากลับมาพร้อมรองเท้าชุ่มโชกและกลิ่นบุหรี่ฉุนกึกติดเสื้อ ในกระเป๋ากางเกงซุกซ่อนของต้องห้าม ในหัวอื้ออึงไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงเร่งเครื่องยนต์ เสียงสบถด่า และเสียงตัวเองที่พร่ำบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ ทั้งที่ข้างในแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
บ้านมืดสนิท
แม่หลับพับอยู่บนโซฟา ทีวีเปิดทิ้งไว้เสียงเบาหวิว ผ้าห่มร่นลงมาคลุมแค่ครึ่งตัว ปล่อยให้เท้าข้างหนึ่งโผล่พ้นความอบอุ่น
บนโต๊ะมีกับข้าวหนึ่งจาน ถูกครอบไว้ด้วยฝาชีสีขุ่น
เขายืนนิ่งมองภาพนั้นอยู่นาน ข้าวเย็นชืดจนแข็ง ไข่ดาวขอบเหี่ยวแฟบ น้ำปลาพริกแห้งเกรอะกรังเป็นคราบสีน้ำตาลติดก้นถ้วย แม่ไม่ได้ฝืนลืมตารอคอยลูกกลับบ้านเหมือนในฉากละคร แม่แค่หมดเรี่ยวแรงหลับไปก่อนจะได้ยกจานไปเก็บก็เท่านั้น
วินาทีนั้น คล้ายมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงเข้าตรงใต้ซี่โครง
มันไม่ได้เจ็บเจียนตาย… แต่มันลึกสุดขั้วหัวใจ
เขาเบือนหน้าหนี เดินจ้ำอ้าวเข้าห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำจนสุดแรง ก้มหน้าวักน้ำล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคอเสื้อเปียกชุ่ม ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับตัวเองในกระจก
เงาสะท้อนที่จ้องกลับมาดูคล้ายศัตรู เบ้าตาลึกโหล ริมฝีปากแห้งผาก ผิวพรรณหมองคล้ำ วัยยังไม่ทันพ้นวัยรุ่น แต่กลับไม่หลงเหลือเค้าความสดใสของเด็กอีกต่อไป เป็นเพียงเศษซากปรักหักพังที่ดูน่าเวทนาและน่ารังเกียจในเวลาเดียวกัน
ห้วงเวลานั้นเอง… ภาพของพ่อก็ฉายชัดขึ้นมา
ไม่ใช่ความคิดถึงสวยงามแบบที่มีแสงอุ่นหรือเพลงเศร้าคลอประกอบ แต่มันเป็นความคิดถึงที่จุกร้าวลึกซึ้งถึงข้างใน
คิดถึงเสียงลากเก้าอี้ คิดถึงกลิ่นยาหม่องจางๆ บนเสื้อ คิดถึงฝ่ามือหยาบที่เคยตบโต๊ะเบาๆ เพื่อเรียกสติ และคิดถึงประโยคแทงใจดำนั้น…
‘ถ้าไม่มีใครคอยบอก แกจะเดี๋ยวไปจนถึงไหน’
ขาทั้งสองข้างหมดแรง ทรุดฮวบลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร สะอื้นฮักจนแทบขาดใจ ร้องไห้เหมือนเด็กหลงทางในความมืดมิด ที่ฝืนทำเป็นปากเก่ง เก่งกล้ามานานเกินไป
อยากให้พ่อกลับมา… ไม่ใช่กลับมาเพื่อโอบกอดปลอบประโลม แต่กลับมาเพื่อด่าทอฉุดกระชากลากคอเขาให้หลุดพ้นจากหล่มโคลนแห่งชีวิตนี้ กลับมายืนตระหง่านหน้าประตูแล้วตวาดเสียงกร้าวว่า
“พอได้แล้ว!”
เขานั่งสะอื้นอยู่อย่างนั้นจนเงาในกระจกเริ่มสั่นไหว ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะน้ำตาทำให้มองเห็นไม่ชัด ทว่าไม่ใช่…
เงาสะท้อนนั้นกำลังแยกตัวออกไป เด็กอีกคนปรากฏตัวขึ้นหลังบานกระจก โครงหน้าเหมือนกัน ดวงตาเหมือนกัน แต่ดูสะอาดสะอ้าน นิ่งสงบ และแฝงแววเศร้าสร้อยกว่ามาก
เด็กคนนั้นยื่นมือมาทาบทับผิวกระจกจากอีกฟากฝั่ง เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ตื่นได้แล้ว”
เพล้ง!
กระจกแตกละเอียด เด็กชายสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงในความมืด
ห้องนอนกว้าง เตียงหลังเดิม ไฟยังสว่างอยู่ สมุดการบ้านกางอ้าอยู่บนโต๊ะ ดินสอแท่งเดิมยังกลิ้งตกอยู่บนพื้น หัวใจเต้นกระหน่ำจนปวดร้าวไปทั้งอก
เสียงแก้วกระทบโต๊ะแว่วมาจากด้านนอก
เขาค่อยๆ แง้มประตูออกไปดู
ร่างคุ้นตานั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว เสื้อยืดตัวเก่าตัวเดิม พ่อกำลังง่วนกับการแกะหนังยางถุงแกง หนังยางรัดปลายนิ้วจนขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าตัวสบถอุบอิบตามนิสัย ก่อนจะใช้ฟันกัดดึงให้มันขาดออก
เพิ่งจะสังเกตเห็นก็วันนี้ ว่าพ่อใช้ฟันกัดหนังยางบ่อยแค่ไหน
คนถูกแอบมองหันมาเห็นเข้าพอดี “ตื่นแล้วเหรอ”
อยากถลาเข้าไปสวมกอด อยากพรั่งพรูเรื่องราวทุกอย่าง อยากบอกเหลือเกินว่าผมเห็นหมดแล้ว เห็นเต็มสองตาว่าถ้าโลกนี้ไม่มีพ่อ… ชีวิตผมจะบรรลัยแค่ไหน
แต่ความปากแข็งกลับทำงานไวกว่าความรู้สึก
“ครับ”
อีกฝ่ายปรายตามองแวบหนึ่ง “ไปล้างหน้าล้างตา จะได้มากินข้าว”
เขาพยักหน้ารับคำ
ตอนเดินเฉียดโต๊ะกินข้าว หางตากวาดไปเห็นกระดาษพับครึ่งวางอยู่ข้างแก้วน้ำ ลายมือเล็กๆ อัดแน่นเป็นระเบียบเขียนเอาไว้
ไข่
น้ำปลา
น้ำยาซักผ้า
ถุงขยะ
ตรงมุมกระดาษด้านล่าง มีประโยคสั้นๆ ที่เพิ่งถูกเขียนเติมลงไปเมื่อคืน
’อย่าปล่อยเรื่องเล็กให้กลายเป็นนิสัย’
เขายืนนิ่งอ่านข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“ทำอะไร” พ่อเหลือบมอง
“เปล่าครับ”
“เปล่าแล้วทำไมยืนค้างแบบนั้น”
เขาไม่ตอบ จานข้าวของเมื่อคืนยังคาอยู่ในตะแกรง ล้างไม่สะอาด คราบไข่แดงยังเกาะติดขอบจาน เขาเอื้อมมือไปหยิบมันออกมา เปิดน้ำล้างใหม่อย่างเงียบเชียบ
คนเป็นพ่อมองตามแต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
สายน้ำไหลชะโลมผ่านง่ามนิ้ว คราบฝังแน่นค่อยๆ หลุดร่อนออก
ไม่รู้หรอกว่าการกระทำแค่นี้จะยิ่งใหญ่พอให้เรียกว่า ‘การเริ่มต้นใหม่’ ได้หรือเปล่า มันอาจจะดูเล็กน้อยเกินกว่าจะใช้คำสวยหรูแบบนั้น
แต่ในเช้าวันนั้น… เขาตั้งใจล้างจานจนสะอาดเอี่ยม
เขาเคยคิดว่าจานใบนั้นสอนให้เขาเป็นลูกที่ดีขึ้น
นานมากกว่าจะเข้าใจว่า มันยังสอนอีกอย่างหนึ่งด้วย
สอนให้เขารู้ว่าคนที่เคยดูแลเรา วันหนึ่งก็อาจลืมวิธีดูแลตัวเอง
ไม่ได้มีเวทมนตร์เสกให้เขากลายเป็นคนดีในชั่วข้ามคืน
ความขี้เกียจยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซุกซ่อนอยู่ในตัว แต่มันถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยความกลัว… กลัวว่าแผ่นหลังของพ่อในความฝันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริง
การเปลี่ยนแปลงไม่มีดนตรีประกอบเร้าใจ มีแต่ความเบื่อหน่ายของการต้องฝืนลุกจากเตียงตอนเช้า การบังคับตัวเองเปิดสมุดการบ้านแทนเกม และการกลืนคำว่า ‘เดี๋ยว’ ลงคอทุกครั้งที่มันเกือบจะหลุดจากปาก
เขาเริ่มเก็บจานของตัวเอง ล้างจนขอบไร้คราบ เริ่มจดสิ่งต่างๆ ลงบนกระดาษ
พ่อไม่เคยเอ่ยปากชม อย่างมากก็แค่มองเขาตอนตากเสื้อผ้า แล้วพยักหน้ารับรู้เงียบๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่เคยเห็นความว่างเปล่าในโลกอีกใบ
ทว่า… การเปลี่ยนแปลงของเขา ดึงรั้งครอบครัวที่รอยร้าวลึกเกินเยียวยาเอาไว้ไม่ได้
ปีถัดมา พ่อกับแม่แยกทางกัน
ไม่มีการสาดอารมณ์รุนแรง ไม่มีเสียงแก้วแตก มีเพียงความเงียบงันบนโต๊ะอาหาร แม่ยังคงจัดฉากถ่ายรูปมื้อเย็นลงโซเชียล พิมพ์ข้อความสวยหรูอธิบายถึงความรัก ในขณะที่พ่อลุกขึ้นเก็บจานของตัวเอง แล้วเดินไปจัดกระเป๋าเสื้อผ้า
วันที่พ่อก้าวออกจากบ้าน แม่นั่งร้องไห้อยู่บนโซฟา โทรศัพท์ในมือมีคนคอยส่งข้อความมาปลอบใจ
ส่วนเขา… เดินเข้าห้อง สะพายกระเป๋าเป้ แล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างพ่อ
“ผมจะไปกับพ่อ”
พ่อมองหน้า แววตาที่เคยมองทะลุถึงอนาคตอันเลวร้าย บัดนี้มีความสั่นไหวที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้
“ไปอยู่กับฉัน มันไม่สบายเหมือนอยู่นี่นะ”
“ผมรู้ครับ” เขามองตรงกลับไป “แต่ผมเก็บจานเองได้แล้ว”
พ่อพยักหน้า
เราทิ้งบ้านที่สมบูรณ์แบบในหน้าจอโทรศัพท์ไว้เบื้องหลัง
ชีวิตในห้องเช่าเล็กๆ ของผู้ชายสองคนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
มันถูกค้ำจุนไว้ด้วยกระดาษพับครึ่งแผ่นที่พ่อพกติดกระเป๋าเสื้อเสมอ หน้าที่ของเขาคือการแบ่งเบารายการเหล่านั้น ค่าไฟ น้ำปลา ถุงขยะ งานซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ เขาเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบมัน ก่อนที่พ่อจะต้องหยิบปากกาขึ้นมาจด
วันเวลาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
เขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มวัยทำงาน เป็นคนที่เพื่อนร่วมงานไว้ใจ เพราะเขาไม่เคยปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ หลุดรอดสายตา เขาใช้ชีวิตโดยมีกระดาษพับครึ่งเป็นเข็มทิศ
และเวลา… ก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์กับพ่อเช่นกัน
ความแก่ชราไม่ได้บุกจู่โจมเหมือนโจรปล้นบ้าน แต่มันค่อยๆ งัดหน้าต่างเข้ามาขโมยสิ่งสำคัญไปทีละนิด
เริ่มจากฝีเท้าที่เคยหนักแน่นกลายเป็นเชื่องช้า สายตาเริ่มพร่ามัว และที่ชัดเจนที่สุด… คือกระดาษพับครึ่งของพ่อ
วันหนึ่ง เขาบังเอิญเห็นกระดาษแผ่นนั้นวางอยู่บนโต๊ะ
ลายมือที่เคยเล็ก แน่น และตรง บัดนี้สั่นโย้เย้ และหัวข้อในนั้นไม่ใช่รายการซื้อของอีกต่อไป
‘ปิดน้ำในห้องน้ำ กินยาหลังอาหารเช้า กุญแจอยู่ตรงชั้นวางรองเท้า’
พ่อกำลังใช้กระดาษแผ่นนั้น เพื่อต่อรองกับความทรงจำที่เริ่มหลุดลอย
เขาไม่เคยรู้สึกกลัวอุปสรรคใดๆ ในชีวิต แต่ตอนที่เห็นพ่อใช้มืออันสั่นเทาพยายามแกะหนังยางถุงแกง แล้วพลาดทำน้ำแกงกระฉอกเปื้อนเสื้อ… เขากลับรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะถล่มลงมาอีกครั้ง
มันไม่ใช่โลกที่แตกสลายเพราะความมักง่ายของเขาเหมือนในความฝัน
แต่มันคือโลกที่กำลังจะพังทลายลง เพราะเขาไม่อาจยื้อแย่งพ่อกลับมาจากเงื้อมมือของกาลเวลา
ค่ำคืนหนึ่งในช่วงฤดูฝน
เขากลับมาถึงห้องเช่าหลังจากต้องอยู่เคลียร์งานด่วนจนดึกดื่น
ไฟในห้องนั่งเล่นปิดมืด มีเพียงแสงสลัวจากหน้าต่างที่สาดเข้ามากระทบโต๊ะกินข้าว
บนโต๊ะ… มีจานข้าวใบหนึ่งวางทิ้งไว้
เศษไข่ดาวแห้งกรังติดอยู่ตรงขอบ เม็ดข้าวแข็งเกาะเป็นวงเหมือนคราบเกลือ
เขาเบือนหน้ามองไปที่โซฟาเก่ามุมห้อง
พ่อนอนหลับพับอยู่ตรงนั้น ผ้าห่มร่นลงมากองอยู่ที่เอว ลมหายใจเข้าออกแผ่วเบา ร่างกายที่เคยใหญ่โต บัดนี้ดูเล็กลงจนน่าใจหาย
เมื่อก่อน พ่อเคยมองจานข้าวของเขาแล้วเห็นอนาคตที่กำลังไหลลงต่ำ
คืนนี้ เขามองจานข้าวของพ่อ แล้วเห็นบางอย่างที่โหดร้ายกว่า
ไม่ใช่ความมักง่าย
แต่เป็นเวลาที่กำลังเอาพ่อคืนไปทีละนิด
ไม่มีความรำคาญ ไม่มีการถอนหายใจ ไม่มีคำต่อว่า
เขาเดินเข้าไปใกล้โซฟา ค่อยๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างให้พ่ออย่างเบามือที่สุด พ่อขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ตื่น
จากนั้น เขาหันกลับมาที่โต๊ะ หยิบจานใบนั้นเดินตรงไปที่อ่างล้างจาน
เขาเปิดน้ำเบาที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
สายน้ำชะโลมคราบไข่ดาวและเม็ดข้าวที่แข็งเกรอะกรัง นิ้วโป้งค่อยๆ ถูมันออกอย่างใจเย็น ถูจนผิวกระเบื้องกลับมาสะอาดหมดจด คว่ำมันไว้บนตะแกรงอย่างเงียบเชียบ
ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง เขาหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาแผ่นหนึ่ง
พับครึ่งอย่างบรรจง
แล้วเขียนด้วยลายมือที่หนักแน่นและตรงกว่าเดิม
‘พรุ่งนี้ผมลางาน เราไปกินข้าวกันนะครับ เรื่องในบ้านผมจัดการเอง’
เขาวางกระดาษไว้ข้างแก้วน้ำของพ่อ
ตรงที่พ่อเคยวางกระดาษของตัวเองมาตลอดหลายปี
แล้วเดินไปปิดไฟ
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











