NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ห้าปีแล้วที่ชินต์ไม่เคยได้กลิ่นเหงื่อของจอย และห้าปีที่จอยไม่เคยเห็นรอยคล้ำใต้ตาของชินต์
ห้องชุดบนชั้น 42 จัดการทุกอย่างให้อย่างไร้ที่ติ อุณหภูมิถูกตรึงไว้ที่ 23.5 องศาเซลเซียส แสงไฟ ‘Warm Glow’ ฉาบไล้ผิวของพวกเขาให้ดูเนียนกริบราวกับโมเดลในตู้โชว์ หากใครคนใดคนหนึ่งเผลอขึ้นเสียงเกินขีดจำกัด เซนเซอร์ฝังผนังจะปล่อยคลื่นความถี่ต่ำออกมาหักล้างจนเสียงตะคอกกลายเป็นเพียงเสียงพึมพำที่ไร้น้ำหนัก
มื้อค่ำของพวกเขาคือโปรตีนสังเคราะห์ที่ถูกพรินต์ออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่เท่ากันทุกชิ้น ไร้กลิ่นคาวเลือด ไร้กลิ่นดิน รสชาติของมันคือความกลวงเปล่าที่ลิ้นคุ้นชิน พวกเขาเคี้ยวกลืนมันช้าๆ ใต้แสงไฟนวลสลัว ปล่อยให้ความเงียบถูกกลืนหายไปกับเสียงครางหึ่งๆ ของระบบสังเคราะห์อากาศ
จนกระทั่งคืนนั้น… ระบบจ่ายไฟหลักของเมืองล่มจากพายุขั้วแม่เหล็กโลก
“อย่าเพิ่งพูด…” ชินต์ยกมือขึ้นกุมขมับ เขาได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เสียงหัวใจเต้นโครมคราม มันดังเกินไป ดิบเกินไป “ผม… ผมทนความเงียบแบบนี้ไม่ได้”
เสียงครางของระบบสังเคราะห์อากาศดับวูบ แสงไฟสมบูรณ์แบบหายวับไปพร้อมกับระบบกรองอากาศ ความเงียบที่แท้จริง—ความเงียบที่หนักอึ้งและไม่ถูกปรุงแต่ง—กดทับลงมาจนแก้วหูอื้ออึง
“ชินต์…” จอยเอ่ยขึ้นในความมืด เสียงของเธอสั่นพร่า แหบแห้ง และแหลมสูง มันไม่ใช่เสียงทุ้มหวานที่ผ่านฟิลเตอร์อย่างที่เขาได้ยินมาตลอดห้าปี
อุณหภูมิที่เคยถูกกดทับเริ่มดีดตัว ความร้อนชื้นแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างบานตาย กลิ่นน้ำหอมลาเวนเดอร์ระเหยหาย ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับของลมหายใจและกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ ที่เริ่มซึมผ่านเสื้อผ้า
“แอร์… ทำไมแอร์ไม่ติด!” จอยกระชากคอเสื้อตัวเอง หอบหายใจแรงราวกับปลาขาดน้ำ “เปิดหน้าต่าง ชินต์! ทุบมัน เปิดมันสิ!”
“มันเปิดไม่ได้! คุณก็รู้ว่ามันเป็นบานตาย!” ชินต์ตวาด
ในความมืดที่ชวนอึดอัดและอุณหภูมิที่พุ่งสูง จอยก้าวถอยหลังด้วยความลนลานจนสะดุดเข้ากับขาโต๊ะอาหาร จานกระเบื้องบรรจุโปรตีนสังเคราะห์ร่วงหล่น… เมื่อปราศจากสนามแม่เหล็กหน่วงความเร็วที่คอยรองรับอุบัติเหตุ จานตกกระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดังบาดหู ชินต์พุ่งตัวลงไปควานหาเธอในความมืด ฝ่ามือของเขากดทับลงบนเศษกระเบื้องคมกริบเข้าอย่างจัง
ชินต์ทรุดลงกำมือแน่น เลือดสีเข้มหยดลงบนกระเบื้องขาวปลอดเชื้อ ความแสบร้อนแล่นพล่านไปตามเส้นประสาท มันเจ็บ… เจ็บจนต้องสูดปาก แต่นั่นเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี ที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังหายใจ
จอยชะงักเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ เธอคลำทางในความมืดจนพบมือชินต์ สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วของเธอคือความเปียกชื้นเหนอะหนะ มือของเธอสั่น เหงื่อของพวกเขาผสมกันในความมืด…
“ติ๊ด…”
เสียงสัญญาณดังขึ้น แสง Warm Glow สว่างวาบขึ้นมาแทนที่ ลมเย็นเฉียบจากช่องแอร์พ่นออกมากระทบผิวที่ชุ่มเหงื่อ หน้าจอสมาร์ทโฮมปรากฏข้อความ: “ระบบสำรองฉุกเฉินทำงาน กำลังปรับสภาพแวดล้อมเข้าสู่สภาวะสมบูรณ์แบบ”
ระบบสังเคราะห์อากาศเริ่มดูดกลิ่นคาวเลือด ระบบฟิลเตอร์เตรียมกดทับทุกสัญชาตญาณกลับลงไปในกล่องแว็กซ์ใบเดิม
จากใต้เคาน์เตอร์ครัว หุ่นยนต์ทำความสะอาดอัตโนมัติทรงกลมเคลื่อนตัวออกมา ล้อของมันบดไปบนพื้นอย่างไร้เสียง ลำแสงสแกนเนอร์กวาดไปเจอหยดเลือดของชินต์ ไร้เสียงเตือน มีเพียงไฟสถานะสีเขียวสว่างกะพริบอย่างสุภาพ พร้อมกับหัวแปรงขัดที่ยื่นออกมาเพื่อลบความผิดพลาดของมนุษย์ให้กลับมาขาวสะอาด
มันพุ่งตรงมาที่หยดเลือด
ชินต์มองแสงไฟที่พยายามลบเลือนร่องรอยของเขา มองเครื่องจักรที่กำลังจะแย่งชิงความเจ็บปวดเพียงหนึ่งเดียวของเขาไป
เขายื่นเท้าออกไป เหยียบลงบนตัวหุ่นยนต์ทำความสะอาด กดมันไว้กับพื้นจนมอเตอร์ของมันครางฮืดฮาดและหยุดชะงัก
ชินต์หันไปมองหน้าริน แววตาของเขาไม่กลวงเปล่าอีกต่อไป ชายหนุ่มยกมือขวาที่สั่นเทาและชุ่มไปด้วยเลือดของตัวเองขึ้นมา แล้วทาบฝ่ามือลงบนผนังห้องสีขาวบริสุทธิ์ เขาลากปลายนิ้วช้าๆ ทิ้งรอยเลือดสีแดงฉานเป็นทางยาว สกปรก แหว่งวิ่น และไม่อาจลบเลือน
รินมองรอยเลือดบนผนัง หญิงสาวก้าวเดินเข้าไปหาเขาช้าๆ… เธอยกมือขึ้น แตะปลายนิ้วลงบนแผลของชินต์ สัมผัสความอุ่นวาบของชีวิตแท้จริง
จากนั้น เธอประทับรอยเลือดจากปลายนิ้วของเธอ ทับลงบนรอยเลือดของเขาบนผนังห้อง
ปล่อยให้แอร์เย็นเฉียบพ่นลมต่อไป ปล่อยให้แสงสว่างจ้าทำหน้าที่ของมัน… ท่ามกลางความขาวสะอาดและสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ รอยเลือดสีแดงฉานบนผนังนั้น คือสิ่งเดียวที่ยังมีลมหายใจ
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











