NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
พิมเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ชอบวิ่งไปวิ่งมาเหมือนผีเสื้อน้อย วันๆ เธอมีกิจกรรมมากมายจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เช้าไปโรงเรียน บ่ายๆเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ เย็นเรียนดนตรี เสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนวาดรูปและว่ายน้ำ พิมภูมิใจที่ตัวเองเก่งหลายอย่าง แต่บางครั้งเธอก็รู้สึกเหนื่อยจนอยากร้องไห้
"ทำไมเพื่อนๆ เขาดูมีความสุขจัง ทั้งที่เขาก็ไม่ได้เก่งเท่าเรา" พิมเคยถามตัวเองขณะมองเพื่อนๆ หัวเราะเล่นกันในสนาม แต่เธอไม่มีเวลาคิดมาก เพราะต้องรีบไปเรียนพิเศษต่อ
วันหนึ่ง ขณะที่พิมกำลังรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อไปเรียนพิเศษ เธอสะดุดก้อนหินในสวนหลังบ้านล้มลง เข่าถลอกเล็กน้อย แต่สิ่งที่เจ็บกว่านั้นคือน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน
คุณยายที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่แถวนั้นรีบเข้ามาช่วย แทนที่จะรีบพยุงหลานสาวลุกขึ้น คุณยายกลับนั่งลงข้างๆ พิม
"พิม หนูรู้ไหมว่าทำไมต้นไม้ถึงต้องการทั้งแดดและฝน?" คุณยายถามเบาๆ
พิมส่ายหน้า พลางเช็ดน้ำตา
"เพราะชีวิตต้องการความสมดุลไงจ๊ะ" คุณยายตอบพลางลูบหัวหลานสาว "ถ้ามีแต่แดด ต้นไม้ก็จะเหี่ยวเฉา ถ้ามีแต่ฝน รากก็จะเน่า แต่ถ้ามีทั้งสองอย่างพอดีๆ ต้นไม้ก็จะเติบโตแข็งแรง"
พิมเงียบไป เธอรู้สึกเหมือนคุณยายกำลังพูดถึงอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องต้นไม้
"วันนี้อยู่กับยายก่อนไหมจ๊ะ?" คุณยายชวน "บางทีหนูอาจจะได้เรียนรู้อะไรที่โรงเรียนไม่ได้สอน"
พิมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอนึกถึงคะแนนสอบที่ต้องรักษา นึกถึงความคาดหวังของพ่อแม่ นึกถึงการแข่งขันที่รออยู่ข้างหน้า พิมลังเลเล็กน้อย แต่ด้วยความที่รักและเชื่อใจคุณยายมาก เธอจึงตัดสินใจโทรบอกแม่ว่าวันนี้ขอหยุดเรียนพิเศษสักวัน
คุณยายพาพิมไปนั่งที่ม้านั่งไม้เก่าๆ ใต้ต้นมะม่วง แล้วชี้ให้พิมดูต้นกล้วยไม้เล็กๆ ที่กำลังออกดอกสีขาวบริสุทธิ์
"พิมรู้ไหมจ๊ะ กว่าดอกกล้วยไม้ดอกนี้จะบานได้ มันใช้เวลาตั้งสามเดือน" คุณยายเล่า "แต่พอมันบานแล้ว มันก็สวยจนเราอดยิ้มไม่ได้เลย บางทีความงามก็ต้องใช้เวลา เหมือนที่เราต้องให้เวลากับตัวเองบ้าง"
"แต่ถ้าหนูไม่รีบ หนูกลัวว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน" พิมพูดเสียงสั่น
"หนูเคยสังเกตไหมจ๊ะว่า ดอกไม้แต่ละดอกบานไม่พร้อมกัน แต่พอถึงเวลาของมัน มันก็งดงามในแบบของมันเอง" คุณยายพูดพลางชี้ให้พิมดูดอกไม้หลากสีในสวน "เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนใคร แค่เป็นตัวเราในจังหวะของเราก็พอ"
พิมมองดอกกล้วยไม้อย่างตั้งใจเป็นครั้งแรก เธอสังเกตเห็นกลีบดอกบางเฉียบที่ดูเหมือนจะโปร่งแสง และกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาตามสายลม
วันนั้น พิมใช้เวลาทั้งบ่ายนั่งดูคุณยายดูแลสวน เธอได้เรียนรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน เหมือนที่คนเราแต่ละคนก็มีความต้องการไม่เหมือนกัน บางต้นชอบน้ำมาก บางต้นชอบแดด บางต้นชอบอยู่ในที่ร่ม แต่ทุกต้นมีความพิเศษในแบบของตัวเอง
"ยาย… ทำไมยายถึงชอบปลูกต้นไม้จังเลยคะ?" พิมถามขณะช่วยยายรดน้ำต้นไม้
"เพราะต้นไม้สอนให้ยายรู้จักความอดทนและการปล่อยวางจ้ะ" คุณยายตอบยิ้มๆ "เราทำได้แค่ดูแลมันให้ดีที่สุด แต่จะงอกงามเมื่อไหร่ เราก็ต้องรอ บางทีชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น มีหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะมีความสุขกับทุกขณะที่มีได้"
พิมเริ่มสนุกกับการสังเกตสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในสวน เธอเห็นผีเสื้อที่บินอย่างไม่รีบร้อนจากดอกไม้ดอกหนึ่งไปอีกดอกหนึ่ง เห็นนกที่ค่อยๆ สร้างรังทีละนิด และมดตัวน้อยๆ ที่ช่วยกันทำงานอย่างมีความสุข เธอรู้สึกเหมือนได้ค้นพบโลกใบใหม่ที่แสนวิเศษ
ตั้งแต่วันนั้น ทุกเย็นหลังเลิกเรียน พิมจะแวะมานั่งที่ม้านั่งใต้ต้นมะม่วงกับคุณยาย บางวันเธอทำการบ้านที่นั่น บางวันเธอวาดรูปดอกไม้ที่กำลังบาน บางวันเธอแค่นั่งฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว
และบ่อยครั้งที่เธอกับคุณยายนั่งคุยกันเงียบๆ แบ่งปันความคิดและความรู้สึกต่อกัน
"ยายคะ หนูว่าหนูเข้าใจแล้วว่าทำไมต้นไม้ถึงต้องการทั้งแดดและฝน" วันหนึ่งพิมพูดขึ้น "เพราะมันเหมือนที่เราต้องการทั้งการเรียนรู้และการอยู่กับตัวเอง ถึงจะมีความสุขที่แท้จริง"
แม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวพิม เธอยังคงเรียนดีและทำกิจกรรมต่างๆ แต่ดูผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น เธอเริ่มรู้จักจัดสรรเวลา รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง เมื่อไหร่ควรช้า และที่สำคัญที่สุด เธอเรียนรู้ที่จะรักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น
วันหนึ่ง พิมพูดกับแม่ว่า "แม่คะ หนูอยากขอพื้นที่เล็กๆ ในสวนเพื่อปลูกต้นไม้ของตัวเองบ้างได้ไหม?"
แม่ยิ้มและพยักหน้า รู้ว่าลูกสาวได้เรียนรู้บทเรียนที่มีค่ากว่าการเรียนพิเศษใดๆ นั่นคือการรู้จักใช้เวลาอย่างช้าๆ และมีความสุขกับปัจจุบันขณะ
ตอนนี้ พิมมีสวนเล็กๆ เป็นของตัวเอง เธอปลูกดอกไม้หลากสี และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ดูแลพวกมัน เธอเข้าใจแล้วว่า บางครั้งสิ่งที่สวยงามที่สุดคือการได้ใช้เวลาอย่างช้าๆ กับสิ่งที่เรารัก และความสุขที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การทำอะไรให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การมีความสุขกับทุกขณะที่เรามี
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา












