นิทานใจ, เรื่องสั้น,ปรัชญา

หมู่บ้านหลากสี

NITHAN JAI · นิทานใจ

เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน

มีหมู่บ้านหนึ่ง ไม่ใกล้ไม่ไกล ชาวบ้านอยู่กันมาหลายชั่วคนแล้ว ทำมาหากิน พึ่งพาอาศัยกันดี

ที่กลางหมู่บ้านมีต้นไทรใหญ่อายุหลายร้อยปี ใบหนา ให้ร่มเงาทั่วลานดิน เป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน ชาวบ้านมาพักผ่อน พูดคุย เด็กๆ วิ่งเล่น ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งเล่าเรื่องสมัยก่อน ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

แต่วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินทางมาที่หมู่บ้าน เขาแต่งตัวดี พูดจาฉะฉาน บอกว่าเขาเป็นนักคิดที่เก่งกาจ เดินทางไปทั่ว เรียนรู้เรื่องราวมามากมาย

เย็นวันนั้น ชาวบ้านชวนชายคนนั้นมานั่งใต้ต้นไทร เหมือนที่ทำกับแขกทุกคน

"หมู่บ้านของพวกเจ้าก็ดีอยู่หรอก" ชายแปลกหน้าพูด "แต่พวกเจ้ายังไม่รู้จักความเจริญ"

ชาวบ้านมองหน้ากัน สงสัยว่าเขาหมายถึงอะไร

"พวกเจ้ายังไม่รู้จักเรื่องของพวก… ก้อนหิน" ชายคนนั้นพูดอย่างลึกลับ

"ก้อนหิน?" ชาวบ้านถาม "ก็เห็นอยู่ทั่วไปนี่"

"ไม่ใช่หินธรรมดา" ชายแปลกหน้าส่ายหน้า "แต่เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ หินที่มีอำนาจ หินที่บ่งบอกว่าเจ้าเป็นใคร"

ชาวบ้านสนใจขึ้นมาทันที

"ในที่ที่ข้าเคยไป ผู้คนใช้หินเป็นสัญลักษณ์" เขาอธิบาย "หินสีแดงหมายถึงคนเก่ง หินสีเขียวหมายถึงคนฉลาด หินสีน้ำเงินหมายถึงคนมีบุญ"

เขาล้วงมือในกระเป๋า หยิบก้อนหินสีแดงเลือดหมู เขียวมรกต และน้ำเงินคราม เป็นประกายระยับออกมาให้ดู

"นี่คือสิ่งที่ทำให้รู้ว่าใครดีกว่าใคร" เขาบอก

ชาวบ้านตื่นเต้น นี่เป็นความคิดใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าใครดีกว่าใครเลย

"แล้วอย่างข้าจะเป็นหินอะไร?" ผู้ใหญ่บ้านถาม

"เจ้าต้องเป็นหินสีแดง" ชายแปลกหน้าตอบ "เจ้าเป็นผู้นำที่เก่งกาจ"

"แล้วข้าล่ะ?" หมอประจำหมู่บ้านถาม

"เจ้าคือหินสีเขียว" ชายแปลกหน้าตอบ "เจ้าฉลาด รู้เรื่องยาและการรักษา"

"แล้วข้าล่ะ?" คนแก่คนหนึ่งถาม

"เจ้าคือหินสีน้ำเงิน" เขาตอบ "เจ้ามีประสบการณ์มาก เป็นบุญของหมู่บ้านที่มีเจ้า"

ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นหินสีอะไร ชายแปลกหน้าบอกว่าเขารู้ดีว่าใครควรเป็นสีอะไร แต่การรู้นั้นต้องมีค่าใช้จ่าย

"จ่ายข้าหน่อย แล้วข้าจะบอกว่าเจ้าเป็นคนแบบไหน เป็นหินสีอะไร"

ชาวบ้านตกลง บางคนเอาไก่ บางคนเอาข้าว บางคนเอาผ้ามาแลก เพื่อรู้ว่าตัวเองเป็นหินสีอะไร

ชายแปลกหน้าอยู่ในหมู่บ้านนั้นสามวันสามคืน บอกทุกคนว่าเขาเป็นหินสีอะไร บางคนได้สีที่อยากได้และดีใจ บางคนได้สีที่ไม่ชอบและเสียใจ แต่เขาบอกว่านี่คือความจริง ไม่มีใครเปลี่ยนได้

วันที่สี่ ชายแปลกหน้าออกเดินทางไป มีเงินและของมากมาย ทิ้งหินสีต่างๆ ไว้ให้ชาวบ้าน

จากนั้น ชีวิตในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนไป

คนที่ได้หินสีแดงเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น บางคนไม่ทำงานหนักอย่างที่เคยทำ เพราะคิดว่างานบางอย่าง "ไม่เหมาะ" กับคนเก่ง

คนที่ได้หินสีเขียวเริ่มไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น พูดจาซับซ้อน ใช้คำยากๆ และมองคนที่ไม่เข้าใจว่าโง่

คนที่ได้หินสีน้ำเงินเริ่มคิดว่าตัวเองมีบุญ มีดวงดี ไม่ต้องพยายามอะไรมาก เพราะชะตาฟ้าลิขิตให้พวกเขาดีกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

แย่กว่านั้น คนที่ได้หินสีเดียวกันเริ่มรวมกลุ่มกัน ไม่ค่อยคุยกับคนที่มีหินสีอื่น นั่งกินข้าวกันคนละมุม ไม่ช่วยเหลือกันเหมือนก่อน

ที่เคยมานั่งรวมกันใต้ต้นไทร ก็เริ่มแบ่งพื้นที่ "ตรงนี้ของพวกหินสีแดง ตรงนั้นของพวกหินสีเขียว ตรงโน้นของพวกหินสีน้ำเงิน"

แม้แต่เด็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน ก็เริ่มถูกสอนให้เล่นกับเพื่อนที่มี "หินสี" เดียวกับพ่อแม่เท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มมีเรื่องทะเลาะกัน

"พวกหินสีแดงจ่ายภาษีน้อยกว่าคนอื่น แต่กินข้าวมากกว่า" คนหินสีเขียวบางคนบ่น

"พวกหินสีเขียวคิดว่าตัวเองฉลาด แต่ทำงานน้อยกว่าคนอื่น" คนหินสีน้ำเงินว่า

"พวกหินสีน้ำเงินโชคดีโดยไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ยุติธรรม" คนหินสีแดงโกรธ

คนที่เคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก กลับมองหน้ากันไม่ติด พูดคุยกันเหมือนคนแปลกหน้า

ยิ่งนานวัน พวกเขายิ่งสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับหินของตัวเอง:

"เล่ากันว่า เฉพาะคนที่มีหินสีแดงเป็นลูกหลานของวีรบุรุษโบราณ"

"ตำนานบอกว่า หินสีเขียวมาจากเทวดาแห่งภูเขา"

"หินสีน้ำเงินเกิดจากน้ำตาของมังกรศักดิ์สิทธิ์"

เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ทุกคนเชื่อ เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษกว่าคนอื่น

บางครอบครัวถึงกับไม่ยอมให้ลูกแต่งงานกับคนที่มีหินต่างสี

"ลูกสาวเรามีหินสีแดง จะแต่งกับคนหินสีเขียวได้ยังไง!" พ่อแม่บางคนโวยวาย

ผลผลิตในหมู่บ้านลดลง เพราะทุกคนทำงานแค่กับพวกเดียวกัน แทนที่จะร่วมมือกันทั้งหมู่บ้านเหมือนแต่ก่อน

มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อมะลิ อายุประมาณสิบขวบ พ่อของเธอได้หินสีแดง แม่ได้หินสีเขียว ทำให้เธอสับสนว่าตัวเองควรเป็นสีอะไร

เธอมีเพื่อนชื่อบุญมี พ่อแม่เขาเป็นหินสีน้ำเงิน ก่อนหน้านี้สองคนเล่นด้วยกันทุกวัน แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้เล่นด้วยกันแล้ว

วันหนึ่ง มะลิแอบไปนั่งคุยกับบุญมีใต้ต้นไทร ตรงส่วนที่ไกลจากคนอื่น

"เธอคิดว่าหินพวกนี้มีจริงไหม?" มะลิถาม

"ก็มีจริงนะ" บุญมีตอบ "เราเห็นมันนี่"

"แต่มันจริงแค่ไหน? ฉันเป็นลูกของพ่อที่มีหินสีแดงและแม่ที่มีหินสีเขียว แล้วฉันควรเป็นสีอะไร?"

บุญมีเงียบไป เขาไม่เคยคิดถึงคำถามนี้

"แล้วก่อนที่จะมีหินพวกนี้ล่ะ?" มะลิถามต่อ "หมู่บ้านเราเป็นยังไง?"

บุญมีนึกถึงเรื่องที่ตายายเล่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ทุกคนทำงานร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ไม่มีการแบ่งแยก มีแต่ความสุข

"ฉันว่าหินพวกนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยนะ" มะลิพูด "มันแค่ก้อนหินธรรมดาที่ชายแปลกหน้าคนนั้นนำมาหลอกเรา"

"แต่พ่อแม่ฉันบอกว่ามันศักดิ์สิทธิ์" บุญมีค้าน

"มีใครรู้จักหินพวกนี้ก่อนที่ชายคนนั้นจะมาไหม?" มะลิถาม "ถ้ามันสำคัญจริง ทำไมตั้งนานมาไม่เคยมีใครพูดถึงเลย?"

บุญมีเริ่มคิดตาม

"ดูสิ" มะลิชี้ขึ้นไปบนต้นไทร "ใบของมันมีสีเขียว กิ่งมีสีน้ำตาล ผลมีสีแดง แต่มันเป็นต้นเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเราก็น่าจะเหมือนกัน"

ขณะที่เด็กทั้งสองคุยกัน มีลุงแก่คนหนึ่งชื่อลุงจันทร์ นั่งฟังอยู่ไม่ไกล

ลุงจันทร์เป็นคนที่ไม่ได้ไปขอให้ชายแปลกหน้าบอกว่าตนเป็นหินสีอะไร และชาวบ้านส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยคุยด้วย เพราะถือว่าเขา "ไม่มีสี" เป็นคนที่ไม่สำคัญ

แต่ลุงจันทร์มีความสุขดี เขาทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อน ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าใครจะมองข้ามเขาแค่ไหน

"หนูพูดถูกแล้วหนูมะลิ" ลุงจันทร์เอ่ยขึ้น "หินพวกนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย มันไม่ได้บอกว่าเราเป็นใคร มันเป็นแค่ก้อนหินธรรมดา"

"แล้วอะไรบอกว่าเราเป็นใคร?" บุญมีถาม

"การกระทำของเรา" ลุงจันทร์ตอบ "คนที่ขยัน ช่วยเหลือคนอื่น เมตตากรุณา มีน้ำใจ ทำให้หมู่บ้านน่าอยู่ขึ้น – คนแบบนี้ต่างหากที่น่ายกย่อง ไม่ใช่เพราะสีของหิน แต่เพราะสิ่งที่เขาทำ"

มะลิและบุญมีนั่งฟังด้วยความสนใจ

"แต่ทำไมชาวบ้านถึงเชื่อเรื่องหินจังเลยล่ะลุง?" มะลิถาม

"คนเราอยากรู้สึกพิเศษ อยากเห็นตัวเองดีกว่าคนอื่น" ลุงจันทร์อธิบาย "เราเลยหาอะไรมายึดถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติกำเนิด ความรู้ ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่ก้อนหิน… เพื่อให้รู้สึกว่าเราดีกว่า สำคัญกว่า"

"แล้วเราจะทำยังไงให้ทุกคนเลิกเชื่อเรื่องหินได้?" บุญมีถาม

"ลุงไม่รู้เหมือนกัน" ลุงจันทร์ตอบอย่างซื่อๆ "แต่บางทีถ้าเราดำเนินชีวิตให้เห็นว่าไม่ต้องมีหินก็มีความสุขได้ คนอื่นอาจจะเริ่มสงสัยบ้าง"

ในช่วงหนึ่งปีต่อมา สถานการณ์ในหมู่บ้านแย่ลงเรื่อยๆ

คนหินสีแดงสร้างบ้านให้ตัวเองใหญ่กว่าบ้านคนอื่น และเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากคนที่มีหินสีอื่น

คนหินสีเขียวสร้างโรงเรียนที่ยอมรับเฉพาะลูกหลานของตน ไม่ให้เด็กที่มีพ่อแม่หินสีอื่นเข้าเรียน

คนหินสีน้ำเงินอ้างว่าพวกตนมีสิทธิในที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะบรรพบุรุษเป็นเจ้าของที่ดินมาก่อน แม้ไม่มีหลักฐานอะไรเลย

หมู่บ้านที่เคยอยู่กันอย่างสงบสุข กลายเป็นสถานที่เต็มไปด้วยรั้วกั้น กำแพงสูง และป้ายห้าม ชาวบ้านเริ่มทะเลาะกันบ่อย บางครั้งถึงขั้นชกต่อย

แม้แต่ลานใต้ต้นไทรก็ถูกแบ่งเป็นสามส่วนชัดเจน มีเชือกกั้นเขต ไม่ให้คนต่างสีเข้ามาในพื้นที่ของกันและกัน

วันหนึ่ง ฝนตกหนัก ลมพัดแรง กิ่งไม้หักระเนระนาด

ตอนเช้า ชาวบ้านออกมาดูความเสียหาย และพบว่าต้นไทรใหญ่ของหมู่บ้านล้มลงแล้ว รากถูกกัดเซาะจนโผล่ ต้นไม้ทั้งต้นทับบ้านของชาวบ้านหลายหลัง

น่าแปลกที่บ้านที่ถูกทับเป็นบ้านของคนที่คลั่งไคล้เรื่องหินมากที่สุด – หัวหน้ากลุ่มหินสีแดง ผู้นำกลุ่มหินสีเขียว และประธานชมรมหินสีน้ำเงิน – ทั้งสามคนติดอยู่ใต้กิ่งไม้ใหญ่

ชาวบ้านทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่ โดยไม่สนเรื่องสีหิน พยายามยกกิ่งไม้ ช่วยคนที่ติดอยู่ แต่กิ่งไม้หนักเกินกำลังของพวกเขา

ลุงจันทร์เห็นดังนั้น วิ่งไปที่บ้านของเขา เอาเชือกยาวออกมาหลายเส้น และรวบรวมชาวบ้านหลายสิบคน

"เราต้องรวมกำลังกัน" ลุงจันทร์บอก "ไม่มีใครยกกิ่งไม้นี้ได้คนเดียว"

ชาวบ้านทั้งสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และคนไม่มีสีอย่างลุงจันทร์ รวมทั้งมะลิและบุญมี มาช่วยกันดึงเชือกที่ผูกติดกับกิ่งไม้ใหญ่

"หนึ่ง สอง สาม ออกแรง!" ลุงจันทร์นับ

ทุกคนออกแรงพร้อมกัน กิ่งไม้ค่อยๆ ขยับ

"อีกครั้ง! หนึ่ง สอง สาม ออกแรง!"

ในที่สุด พวกเขาก็ยกกิ่งไม้ขึ้นได้ คนอื่นๆ รีบวิ่งเข้าไปช่วยสามคนที่ติดอยู่ใต้นั้นออกมา

ทั้งหัวหน้ากลุ่มหินสีแดง ผู้นำกลุ่มหินสีเขียว และประธานชมรมหินสีน้ำเงิน รอดชีวิตมาได้ แม้จะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงขั้นร้ายแรง

หลังจากได้รับการปฐมพยาบาล ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วมองไปรอบๆ เห็นชาวบ้านทุกคนที่มาช่วย ทั้งคนหินสีเดียวกับตน และคนหินสีอื่น รวมทั้งลุงจันทร์ที่ไม่มีหินสี

"ข้า… ข้าไม่เข้าใจ" หัวหน้ากลุ่มหินสีแดงพูด "ทำไมพวกเจ้าถึงช่วยข้า? ข้าเคยเก็บภาษีพวกเจ้าหนักๆ"

"ทำไมช่วยข้า?" ผู้นำกลุ่มหินสีเขียวงง "ข้าเคยดูถูกพวกเจ้า"

"ทำไมช่วยข้า?" ประธานชมรมหินสีน้ำเงินสงสัย "ข้าเคยแย่งที่ดินของพวกเจ้า"

ลุงจันทร์ยิ้ม และพูดตอบขึ้นมาอย่างง่ายๆ

"เพราะพวกเจ้าเป็นเพื่อนบ้านของเรา เป็นคนๆ หนึ่ง เหมือนกับทุกคนที่นี่"

มะลิก้าวเข้ามาและพูดเสริม

"ตอนที่ต้นไทรยังอยู่ เราแบ่งพื้นที่กัน แยกกันนั่ง แยกกันกิน แยกกันอยู่ แต่ตอนนี้ต้นไทรล้มลง แทนที่จะเสียใจ เรากลับรวมตัวกันได้อีกครั้ง"

สามผู้นำกลุ่มมองหน้ากัน แล้วมองไปที่หินที่ยังอยู่ในมือตัวเอง

หัวหน้ากลุ่มหินสีแดงหยิบหินของเขาขึ้นมา มองดูอย่างพินิจ แล้ววางลงบนพื้น

"มันก็แค่หิน… ธรรมดา" เขาพูด

ผู้นำกลุ่มหินสีเขียวและประธานชมรมหินสีน้ำเงินทำเช่นเดียวกัน

"ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันพิเศษ" ผู้นำกลุ่มหินสีเขียวสารภาพ

"เพราะเราอยากให้ตัวเองพิเศษ" ประธานชมรมหินสีน้ำเงินตอบ "เราอยากเป็นใครสักคน เพราะกลัวว่าจะเป็นแค่คนธรรมดา"

หลังจากเหตุการณ์ต้นไทรล้ม ชีวิตในหมู่บ้านเปลี่ยนไปมาก

ชาวบ้านช่วยกันรื้อรั้วที่เคยกั้นระหว่างพวกเขา ทุบกำแพงที่สร้างขึ้น และนำหินสีต่างๆ มากองรวมกันไว้ที่ลานกลางหมู่บ้าน

"เราจะเอาหินพวกนี้ไปทำอะไรดี?" ใครบางคนถาม

"ข้าว่าเอาไปทำเตาไฟดี" อีกคนเสนอ "จะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ"

ทุกคนเห็นด้วย พวกเขาช่วยกันนำก้อนหินทั้งแดง เขียว น้ำเงิน มาก่อเป็นเตาไฟกลางหมู่บ้าน ใช้หุงหาอาหารในงานเทศกาลและเป็นที่อุ่นกายในฤดูหนาว

ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่าจะไม่มีการเก็บภาษีที่ไม่เท่าเทียมอีกต่อไป ทุกคนต้องช่วยกันทำงานเพื่อส่วนรวมตามกำลังความสามารถ

โรงเรียนเปิดรับเด็กทุกคนโดยไม่แบ่งแยก หมอรักษาคนไข้ทุกคนด้วยความเท่าเทียม

ที่ดินที่เคยถูกแย่งไป ถูกแบ่งให้คนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่ว่าพวกเขาเคยมีหินสีอะไร

ชีวิตกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เหมือนเมื่อก่อนที่ชายแปลกหน้าจะมา แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะตอนนี้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาเกือบสูญเสียอะไรไป

มีการตัดสินใจสำคัญอย่างหนึ่ง พวกเขาจะปลูกต้นไทรต้นใหม่ ตรงที่ต้นเก่าเคยยืนตระหง่าน

วันที่จะปลูกต้นไม้ใหม่ ชาวบ้านทุกคนมารวมตัวกัน ลุงจันทร์นำกล้าไทรมาด้วยความระมัดระวัง

"ก่อนที่เราจะปลูกต้นไทรต้นใหม่" ลุงจันทร์พูด "ข้าอยากชวนทุกคนคิดถึงบางสิ่ง"

ทุกคนเงียบลง รอฟัง

"ต้นไทรต้นเก่าที่ล้มไป เป็นแค่ต้นไม้ธรรมดา ไม่ได้วิเศษอะไร แต่มันเป็นที่รวมใจของพวกเรา เป็นสัญลักษณ์ของชุมชน"

"แต่เมื่อเราเริ่มแบ่งแยกกัน สัญลักษณ์นั้นก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะเราไม่ได้มีใจรวมกันแล้ว"

"ต้นไม้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ในใจของแต่ละคน ต้นไทรที่ล้มไปเป็นเพียงเปลือกนอก แต่ต้นไทรที่อยู่ในใจเราต่างหากที่สำคัญ"

"ถ้าใจเราแข็งแกร่ง รากแก้วของเราหยั่งลึก ไม่ว่าจะมีใครมาหลอกเราแบบไหน เราก็จะไม่หลงเชื่อ"

มะลิและบุญมีที่ยืนอยู่ไม่ไกล มองหน้ากันแล้วยิ้ม เข้าใจความหมายที่ลุงจันทร์พูด

"วันนี้ เราจะปลูกต้นไทรต้นใหม่" ลุงจันทร์พูดต่อ "แต่ขอให้ทุกคนจำไว้ว่า ต้นไม้ที่สำคัญที่สุดอยู่ในใจของเรา และเราต้องรดน้ำ พรวนดิน ดูแลมันทุกวัน ด้วยการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับสัญลักษณ์ที่ไร้ความหมาย"

ชาวบ้านพยักหน้า

แล้วพวกเขาก็ช่วยกันปลูกต้นไทรต้นใหม่ ลงดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ อย่างพร้อมเพรียงกัน

ขณะที่พวกเขาทำงาน บุญมีเอ่ยถามลุงจันทร์

"ลุงคะ ทำไมลุงถึงไม่หลงเชื่อเรื่องหินเหมือนคนอื่น?"

ลุงจันทร์ยิ้ม "เพราะลุงเคยหลงมาก่อนแล้ว"

"หลงยังไงหรือลุง?" มะลิสงสัย

ลุงจันทร์มองไปไกล สายตาเหมือนย้อนกลับไปในอดีต

"สมัยหนุ่มๆ ลุงเคยออกไปจากหมู่บ้าน ไปทำงานในเมือง ที่นั่น คนเขาไม่ได้แบ่งแยกกันด้วยหิน แต่ด้วยเสื้อผ้า รถยนต์ บ้าน เงินทอง…"

"ลุงทำงานหนัก อยากได้บ้านใหญ่ๆ รถสวยๆ เหมือนคนอื่น เพื่อให้คนเห็นว่าลุงสำคัญ ลุงประสบความสำเร็จ ลุงเป็น ‘ใครสักคน’"

"ลุงทำงานจนป่วย ทั้งร่างกายและจิตใจ จนวันหนึ่ง ลุงถามตัวเองว่า: ทำไปทำไม? เพื่ออะไร?"

"ลุงเลยกลับมาที่หมู่บ้าน มาทำสวน เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความสุขกับทุกวินาที ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครอีก"

"เพราะอย่างนั้น เวลาชายแปลกหน้ามาพร้อมกับหิน ลุงเลยไม่สนใจ ลุงรู้ว่ามันเป็นแค่อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกพิเศษ แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ"

มะลิและบุญมีฟังด้วยความสนใจ บางอย่างสว่างวาบขึ้นในใจ

"ลุงคะ" มะลิถาม "แล้วถ้าเราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นใคร ไม่ต้องมีสัญลักษณ์อะไรมากำกับ… เราจะเป็นอะไร?"

ลุงจันทร์ยิ้มกว้าง "เราก็เป็น… เรา ในขณะนี้ ตรงนี้ เป็นคนที่หายใจเข้าออก รู้สึก คิด ทำ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เมื่อวาน ไม่ใช่พรุ่งนี้"

ลุงจันทร์ชี้ไปที่ต้นไทรต้นเล็กที่เพิ่งปลูก

"ต้นไม้นี้ไม่กังวลว่ามันเป็นต้นอะไร ไม่พยายามเป็นต้นมะม่วงหรือต้นมะพร้าว มันแค่เติบโตตามธรรมชาติของมัน งอกงาม ให้ร่มเงา ทำหน้าที่ของมันให้ดีที่สุด… พวกเราก็ควรทำแบบนั้น"

"อย่าหลงกับสัญลักษณ์ที่คนอื่นมอบให้"

"อย่าพยายามเป็นใครบางคน สิ่งสำคัญอยู่ในใจเรา ไม่ใช่ข้างนอก จงเป็นตัวเอง ณ ปัจจุบันขณะ"

นิทานใจ NithanJai

นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา