NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
คนพาลที่น่ากลัวที่สุด มิใช่ผู้ที่ทำผิดด้วยความไม่รู้ แต่คือผู้ที่
"ทำบาปทั้งรู้ และยังกล้าบิดเบือนความจริง
แม้ความจริงจะประจักษ์แจ้งต่อหน้า"
นี่คือภัยร้ายแรงที่สุด เพราะ
"เมื่อจิตดำดิ่งลงสู่ความชั่ว จนไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม
ย่อมพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่ง แม้กระทั่งความจริงอันศักดิ์สิทธิ์"
เปรียบดั่งโรคร้ายที่ลุกลามถึงจิตวิญญาณ:
เมื่อความชั่วกลายเป็นความเคยชิน
เมื่อการโกหกกลายเป็นลมหายใจ
เมื่อความจริงไม่อาจสัมผัสจิตใจ
เมื่อบาปกรรมไม่อาจสะท้านใจ
บุคคลเช่นนี้
เป็นดั่งหลุมดำที่ดูดกลืนความดีงาม
เป็นดั่งพิษร้ายที่แพร่กระจายความชั่ว
เป็นดั่งไฟป่าที่เผาผลาญศีลธรรม
ในพระธรรมบทตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มีปัญญา ผู้นั้นแม้ยังมีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่าเป็นเหมือนคนตาย”
เปรียบได้ว่า
คนพาลเป็นบุคคลที่ตายทั้งเป็น
เพราะจิตวิญญาณได้ดับสิ้นแล้วด้วยอำนาจของอกุศลกรรม
ในอรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่า บุคคลเช่นนี้เปรียบดั่ง:
"ดอกบัวที่เน่าเสียตั้งแต่ยังตูม ไม่มีโอกาสบาน"
"แผ่นดินที่แห้งแล้ง ไม่อาจงอกเงยพืชผล"
"ท้องฟ้าที่มืดมิด ไร้แสงดาวนำทาง"
เพราะได้ทำลายรากฐานอันสำคัญของชีวิต
ทำลายหิริ (ความละอายต่อบาป)
ทำลายโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)
ทำลายสัจจะ (ความจริง)
ทำลายศรัทธา (ความเชื่อมั่นในความดี)จึงเป็นบุคคลที่
ยากจะพ้นจากอบายภูมิ
เพราะได้ปิดประตูแห่งความดีทั้งปวง
ด้วยการทำลายรากฐานแห่งธรรม
การหลีกห่างจากคนพาลเช่นนี้
คือการรักษาชีวิตให้พ้นจากหายนะ
เพราะเขาคือความตายของจิตวิญญาณ
พระพุทธองค์จึงทรงเน้นย้ำว่า
“บุคคลย่อมเป็นเช่นเดียวกับผู้ที่เขาคบหา ฉะนั้น คบบัณฑิตก็เป็นบัณฑิต คบคนพาลก็เป็นคนพาล”
“พึงอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด ย่อมประเสริฐกว่าคบหาคนพาล”
"การไม่คบคนพาล"
จึงเป็นมงคลอันสูงสุดประการแรก
เพราะเป็นการปกป้องเมล็ดพันธุ์แห่งธรรม
ให้มีโอกาสเติบโตในดวงจิต
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











