NITHAN JAI · นิทานใจ
เรื่องเล่าที่ชวนให้กลับมาฟังเสียงข้างใน
ในตำนานเก่าแก่เล่าขานกันว่า ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้มีบ่อน้ำวิเศษที่ผู้คนเรียกว่า “บ่อแห่งการลืม” ใครก็ตามที่ดื่มน้ำจากบ่อนี้จะลืมความทุกข์ทั้งปวง แต่ไม่มีใครรู้ว่าบ่อนี้เป็นเพียงปากทางเข้าสู่ทะเลใต้ดินอันมืดมิดและกว้างใหญ่ไพศาล
น้ำในทะเลนี้มีคุณสมบัติประหลาด มันซึมซาบเข้าสู่ทุกเซลล์ของร่างกาย แทนที่ความต้องการอากาศ ทำให้ปอดค่อยๆ หยุดทำงาน หัวใจเต้นช้าลงจนแทบหยุดนิ่ง ผู้ที่จมอยู่ในนั้นจะมีชีวิตในสภาพที่ไม่ต่างจากซากศพที่ยังหายใจ ไม่จมน้ำตาย แต่ก็ไม่มีชีวิตอย่างแท้จริง ราวกับติดอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่แบกรับความเจ็บปวดจนหัวใจแทบแหลกสลาย ได้ยินเรื่องราวของบ่อนี้จากคนแก่ริมถนน เขาเดินทางไกล จนพบบ่อน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก เขากระโดดลงไปทันทีโดยไม่ลังเลด้วยความหวังว่าจะลืมทุกอย่างที่ทรมานใจ
ตอนแรกเขาคิดว่าจะกลับขึ้นมาเมื่อความทุกข์จางหายไป แต่เพียงอึกแรกที่กลืนน้ำหวานเข้าไป ความทรงจำทั้งหมดก็ละลายหายวับ เขาลืมเหตุผลที่ลงมา ลืมชีวิตบนบก ลืมใบหน้าของคนที่เคยรัก ลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง เหลือเพียงสัญชาตญาณดั้งเดิม ว่ายน้ำไปเรื่อยๆในความว่างเปล่า
น้ำในทะเลใต้ดินมีรสหวานกว่าน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอมยั่วยวนกว่าดอกไม้ใดๆ ที่เคยมีอยู่บนโลก ทุกครั้งที่ดื่มเข้าไป นักดำน้ำจะเห็นภาพมายาอันแสนงดงาม ปลาทองขนาดมหึมาว่ายผ่านไปมา ปะการังเรืองแสงระยิบระยับราวกับอัญมณี อสรพิษร้ายกลายเป็นม้าน้ำที่ว่ายเคียงข้างอย่างเป็นมิตร ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบในสายตาที่ถูกน้ำหวานบิดเบือน
แต่ความจริงที่เขามองไม่เห็นคือน้ำนั้นขุ่นข้นด้วยตะกอนพิษจากซากศพนับไม่ถ้วน ปลาทองเป็นเพียงโครงกระดูกที่ลอยคว้าง ปะการังคือหินแหลมคมที่พร้อมจะกรีดเนื้อ และอสรพิษก็ยังคงเป็นอสรพิษที่ฉีดพิษเข้าสู่ร่างกายเขาวันแล้ววันเล่า
ยี่สิบปีแห่งการว่ายวนในความมืด เขาชนโขดหินจนกะโหลกร้าว กระดูกซี่โครงหัก ถูกอสรพิษกัดจนเนื้อเน่าเป็นแผลเหวอะหวะ แต่ทุกครั้งที่ความเจ็บปวดแล่นปราดผ่านร่าง เขาจะรีบดื่มน้ำหวานเข้าไปอีกและอีก จนความเจ็บกลายเป็นความคุ้นชิน แผลเน่าเปื่อยกลายเป็นลวดลายประดับร่างกาย กระดูกที่โผล่พ้นกลายเป็นเครื่องประดับ
เขาคิดว่านี่คือสภาวะปกติของการมีชีวิต คิดว่าทุกคนในโลกคงมีชีวิตอยู่แบบนี้ ร่างกายผุพังทีละส่วน จิตวิญญาณสลายไปทีละชั้น แต่ยังคงว่ายต่อไปในความว่างเปล่าอันไร้จุดหมาย
แล้ววันหนึ่ง เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เขย่าพื้นทะเลจนเกิดรอยแยกขนาดมหึมา จากรอยแยกนั้นมีฟองอากาศเล็กๆ ลอยขึ้นมา ฟองแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นฟองเล็กเท่าเม็ดทราย แต่ในฟองนั้นบรรจุอากาศบริสุทธิ์จากโลกเบื้องบน อากาศที่ไม่ได้สูดเข้าปอดมานานยี่สิบปี เมื่อฟองอากาศแตกกระจายใกล้จมูก เขาสูดเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ
ทันใดนั้นเอง ประกายไฟเล็กๆ ลุกโชนขึ้นในความมืดมิดของสมอง ปอดที่หยุดนิ่งมานานเริ่มกระตุกต้องการอากาศ หัวใจที่เต้นช้าจนแทบหยุดเริ่มเต้นแรงขึ้น และเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่เขามองเห็นตัวเองอย่างที่เป็นจริง ไม่ผ่านฤทธิ์ของน้ำหวานที่บิดเบือนทุกสิ่ง
เขามองมือตัวเองและสะดุ้งสุดตัว นั่นไม่ใช่มือของมนุษย์ แต่เป็นกิ่งไม้เน่าที่มีเนื้อเยื่อห้อยต่องแต่ง เขาลูบไปตามร่างกายและพบว่าทั้งตัวกำลังผุพังละลายไปทีละส่วน กระดูกโผล่พ้นผิวหนัง เนื้อหนังหลุดร่อนเป็นชิ้นๆ ลอยกระจายไปในน้ำ เขาได้กลายเป็นซากมนุษย์ที่ยังเคลื่อนไหวได้ สิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่ตายแต่ก็ไม่มีชีวิต
ฟองอากาศยังคงผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ละฟองใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ละฟองคือความจริงที่ทะลุทะลวงม่านมายา เขาเริ่มจำได้ว่าเคยมีโลกอยู่เหนือผิวน้ำ โลกที่มีแสงอาทิตย์ส่องสว่าง โลกที่หายใจได้เต็มปอดโดยไม่ต้องแลกกับจิตวิญญาณ โลกที่เมื่อเจ็บจะรู้สึก ไม่ใช่ชาไร้ความรู้สึก และที่สำคัญที่สุด โลกที่ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่
การตัดสินใจว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต ร่างกายที่คุ้นชินกับความดันใต้ทะเลลึกต่อต้านทุกการเคลื่อนไหว ข้อต่อที่ผุกร่อนแทบฉีกขาดทุกครั้งที่ขยับ น้ำหวานกระซิบข้างหูให้กลับลงไป อสรพิษพันรอบข้อเท้าพยายามดึงลง ปะการังคมกรีดผิวหนังที่เหลืออยู่น้อยนิด
แต่ตอนนี้เขาเห็นความจริงแล้ว เห็นเขี้ยวพิษที่เคยคิดว่าเป็นรอยยิ้ม เห็นเลือดที่ไหลนองจากร่างกาย เห็นเพื่อนร่วมทะเลที่แท้จริงคือซากศพที่ลอยคว้าง เห็นตัวเองที่กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนั้น
ทีละเซนติเมตร ทีละเมตร เขาฝืนร่างกายที่แทบพังทลายว่ายขึ้น ยิ่งใกล้ผิวน้ำ แรงดูดจากก้นทะเลยิ่งแรงขึ้น น้ำหวานพยายามซึมเข้าสู่ทุกรูขุมขน ดึงรั้งให้กลับไปสู่สภาพซากศพ มีเสียงนับล้านเรียกหา เสียงเพื่อนที่ยังว่ายวนอยู่ด้านล่าง เสียงสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เขาคุ้นเคย เสียงความสุขจอมปลอมที่เคยเป็นทุกอย่างของเขา
แต่เขาว่ายต่อไป เพราะตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าความตายที่แท้จริงไม่ใช่การสิ้นลมหายใจบนพื้นดิน แต่คือการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเน่าเปื่อยในทะเลพิษโดยไม่รู้ตัว
เมื่อศีรษะทะลุพ้นผิวน้ำ แสงแดดแรกที่กระทบเข้าตาราวกับใบมีดร้อนแดงกรีดลูกนัยน์ตา อากาศแรกที่พยายามสูดเข้าปอดแสบร้อนราวกับสูดเอาไฟเข้าไป ผิวหนังที่เหลือน้อยนิดปวดร้าวจากแผลนับไม่ถ้วน ทุกเส้นประสาทที่เคยชากลับมามีชีวิต ส่งสัญญาณความเจ็บปวดพร้อมกันจนสมองแทบระเบิด แต่นั่นคือความเจ็บปวดที่บอกว่าเขายังมีชีวิต ไม่ใช่ความชาของความตายที่ค่อยๆ คืบคลาน
เขาใช้แรงสุดท้ายที่เหลือลากร่างขึ้นฝั่ง นอนหอบบนผิวทรายร้อนจัด ทรายเม็ดเล็กๆ จิกเข้าเนื้อที่เปิดเป็นแผล แต่เขายิ้มได้เป็นครั้งแรก ยิ้มที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพหลอนจากน้ำหวาน
เขามองกลับไปที่ทะเลดำที่เคยเป็นบ้านตลอดยี่สิบปี ผิวน้ำนิ่งสนิทราวกับกระจกดำ แต่เขารู้ว่าใต้นั้นมีคนนับไม่ถ้วนยังว่ายวนอยู่ บางคนกำลังชนโขดหิน บางคนถูกพิษกัดกิน บางคนกำลังละลายหายไปทีละส่วน แต่ทุกคนยังคิดว่าตนอยู่ในสวรรค์
นักดำน้ำผู้รอดตายรู้ดีว่าเขาไม่มีทางดึงใครขึ้นมาได้ คนที่จะขึ้นมาได้ต้องตื่นเอง ต้องสูดฟองอากาศแห่งความจริงเข้าไปเอง ต้องตัดสินใจว่ายขึ้นมาเอง สิ่งที่เขาทำได้คือยืนอยู่บนฝั่ง ให้คนที่กำลังว่ายขึ้นมาเห็นว่ามีชีวิตรอคอยอยู่ข้างบน มีโลกที่กว้างใหญ่กว่าทะเลใต้ดิน
บาดแผลทั่วร่างจะไม่มีวันหายสนิท พิษในกระแสเลือดจะคงอยู่ตลอดไป กระดูกที่หักจะไม่มีวันเหมือนเดิม ร่างกายที่ผุพังจะไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยมันคือร่างกายที่ยังหายใจ ยังเดินได้ ยังมีโอกาสเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ไม่ใช่ซากที่ลอยเคว้งในน้ำพิษรอวันสลายไปโดยไม่รู้ตัว
และทุกลมหายใจบนผืนดินนี้ แม้จะแสบร้อนและเจ็บปวดเพียงใด ก็ยังมีค่ากว่าการจมดิ่งในทะเลหวานที่ค่อยๆ กลืนกินจิตวิญญาณจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์
นักดำน้ำใช้เวลายี่สิบปีว่ายในทะเลใต้ดิน และจะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดของชีวิตเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์อีกครั้ง ในทุกลมหายใจ ทีละวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ แม้จะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
นิทานใจ NithanJai
นิทานจบลง แต่คำถามอาจเพิ่งเริ่มต้นในใจเรา











